A Hard Day (2014)-อะไรกันนักกันหนา

a-hard-day-2014

เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ฉันได้ทวิตความประทับใจเอาไว้ว่า..

เพิ่งได้ดูหนังของผู้กำกับคิมซองฮุนก็ครั้งแรก (เห็นเขาว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของแก ส่วนเรื่องแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก อือ ก็คงถูกแล้วที่เพิ่งได้ดู) ความประทับใจคือตามทวิตด้านบน ใช่ มันคือ A Hard Day แบบ Literally และที่น่าประทับใจก็คือคุมความเป็นหนังแอคชั่นของหนังได้ดีมากๆ เพราะเริ่มต้นมาก็ไม่ได้ปูเรื่องเยิ่นเย้ออะไรเลย แค่ไม่กี่นาทีอีตาพระเอก (เป็นตำรวจ) ก็ขับรถชนคนตายซะแล้ว ซึ่งดันเป็นวันที่หน่วยสืบสวนทุจริตตำรวจเข้ามาตรวจเรื่องสินบนที่สถานีฯของพระเอก (คือนางกับพวกรับสินบน..) และเป็นวันที่พระเอกต้องรีบกลับไปจัดงานศพให้แม่ตัวเอง เพราะแม่เพิ่งเสีย.. นี่คือเรื่องของคนถึงคราวซวยโดยแท้ และแน่นอน เพราะมันคือวันแห่งความฉิบหาย เรื่องราวหลังจากนั้นก็แทบไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่พระเอกจะได้พัก ‘มันจะอะไรกันนักกันหนา’ จำได้ว่าพระเอกพูดประโยคทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสามรอบ ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่ใช่แค่พระเอกหรอกที่พูด คนดูอย่างกูก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำฉากบู๊ได้มันหยด โดยเฉพาะช่วงผ่านเทิร์นนิ่งพ้อยท์ที่นายตำรวจปาร์คชางมินปรากฎตัว อันที่จริงพระเอกกับนายตำรวจปาร์คนี่ก็เหมาะมือกันมากทีเดียว คนจะฆ่ากันมันก็เหมือนคนจะเล่นเลิฟซีนนั่นแหละ ต้องเคมีตรงกันประมาณหนึ่ง แล้วก็ยังเป็นหนังที่สามารถอยู่ในลิสต์พล็อตทวิสต์ได้สบายๆ อาจจะไม่ได้หักคว่ำเรื่องอะไร แต่ก็มีฉากให้ได้ประหลาดใจ เอ๊ะยังไงต่อโผล่มาเป็นระยะๆ แม้ว่ารวมแล้วจะเป็นหนังแอคชั่นลุ้นๆ แต่ก็มีฉากสะเทือนใจทิ้งไว้ให้นึกถึงอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นฉากบนรถริมตึกฉากนั้น สะเทือนใจมากจนต้องร้องไอ้เหี้ยออกมา หรือว่าจะเป็นฉากเอาปืนจ่อหัวต่อเนื่องไปจนจบฉากริมสันเขื่อน รูปลูกสาวสั่นๆที่ปรากฎออกมาแทบทุกฉากที่ตาพระเอกวิ่งออกไปนอกรถ เหมือนจะคอยย้ำเตือนถึงเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องสู้ แม้ฉันจะอยากให้มันจบๆไป (อีตาพระเอกก็จะยอมหลายทีแล้วเหอะ) แต่โดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉันก็อยู่ข้างเขา อยากให้เขาสู้ อยากให้เขารอด ฮาร์ดเดย์นี้จะต้องไม่สูญเปล่า นายและฉันจะต้องไม่เหนื่อยฟรี

อ้อ นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่เล่นด้านไม่สุจริตของตำรวจเกาหลี กำลังคิดว่าถ้าเป็นหนังไทยจะสร้างได้ขนาดนี้รึเปล่า (ตำรวจอาจจะได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นวงการใกล้ๆกันนี่ไม่ได้แน่..) แล้วก็ เป็นหนังที่ตอนดูก็สนุก ตอนย้อนนึกถึงก็ยิ่งสนุก เขียนๆไปนี่ก็รู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมามากกว่าเดิม หนังที่น่าประทับใจบางทีก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งปมดราม่าเสมอไป บางเรื่องเราก็รักมันได้ด้วยความลุ้นบ้านแตกของมันนั่นแหละ

Advertisements

The Wailing (2016)ー ปีศาจ

The Wailing (2016)

นาฮงจิน คือผู้กำกับชื่อดังที่เคยกำกับหนังในตำนานอย่างเรื่อง The Chaser (2008) หนังชิ้นแรกๆที่ชักชวนฉันเข้าสู่โลก K-thriller และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ผู้กำกับฝีมือฉกาจฉกรรจ์คนนี้ก็ได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงอีกครั้ง กับเรื่อง The Wailing-แปลเป็นไทยตรงตัวว่า เสียงร้องแหลมยาว

เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เกิดโรคแพร่ระบาดในหมู่บ้าน โดยคนที่ติดเชื้อจะมีอาการเป็นตุ่มหนอง สติฟั่นเฟือน  และจบด้วยการก่ออาชญากรรมฆ่าคนในครอบครัว นายตำรวจจงกูซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสืบครั้งนี้ก็สืบคดีไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้เก่งกาจหรือมีประโยชน์มากมายแต่อย่างใด หากแต่วันหนึ่ง เขาได้คุยกับเพื่อนถึงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับชายชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายเขา บ้างก็ว่ามีคนเห็นเขาใส่ผ้าเตี่ยวอยู่กลางป่า กำลังกินซากเนื้อสัตว์ตายบ้าง ลอบทำร้ายคนบ้าง จนเป็นที่กังวลใจกันไปทั่วว่าเรื่องราวร้ายๆในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวพันกับชายผู้นี้

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อนายตำรวจจงกูต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาดเข้ากับตัวเอง เมื่อลูกสาวคนเดียวของเขาได้เปลี่ยนไป จากเด็กสาวผู้ร่าเริงกลับกลายเป็นก้าวร้าว หยาบคาย และเกิดตุ่มหนอง อาการคล้ายกับโรคที่ระบาดอยู่ เขาจึงต้องสืบค้นสาเหตุของโรคดังกล่าวโดยพุ่งความสงสัยไปที่ชายชาวญี่ปุ่น ส่วนทางครอบครัวเมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีอาการประหลาดคล้ายผีสิง จึงไปตามหมอผีนายหนึ่งให้มาช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายในบ้าน อีกด้านหนึ่ง จงกูก็ได้พบกับหญิงสาวสวมชุดขาวท่าทางสติไม่ดีที่พูดเตือนเขาเกี่ยวกับเรื่องชายชาวญี่ปุ่น เรื่องราวหลังจากนั้น ควรเรียกว่าเป็นการผจญภัยของจงกูก็ย่อมได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับความพรั่นพรึง ความกลัว ความแปลกประหลาด และความไม่รู้ ผีร้ายที่กำลังทำลายครอบครัวของเขา เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเลือกเชื่อเพียงทางใดทางหนึ่ง เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนรักษาไว้หรือทำลายครอบครัวตัวเองลง

ตอนอ่านเรื่องย่อว่าเกี่ยวกับผี อันที่จริงฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะ ‘ผี’ ได้ขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นคนไทยที่เกิดมากับสังคมแห่งผี แต่ฉันกลับไม่รู้สึกชาชินกับผีหรืออะไรก็ตามในหนังเรื่องนี้แม้แต่เล็กน้อย ด้วยความที่มันไม่ใช่แค่ผีแฮ่ๆ ตามแบบฉบับผีทั่วไป แต่มันเป็นบรรยากาศของความเยือกเย็น แปลกประหลาด คล้ายๆกับบรรยากาศของหมู่บ้านที่ว่ากันว่ามีปอบ ความลึกลับที่บวกเข้ากับบรรยากาศของวัฒนธรรมท้องถิ่น การบูชายันต์ ไสยศาสตร์ การทรงเจ้าเข้าผี แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้กลัวแบบสะดุ้งแต่ก็เป็นบรรยากาศความกลัวแบบมือเย็นเฉียบ เหงื่อออกกลางหลัง ความกดดันซึ่งเกิดจากความไม่รู้และลังเลใจ ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด และ ‘สิ่งนั้น’ แท้จริงแล้วคืออะไร ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ด้วยความที่ฉันอาจจะดูหนังมาน้อยก็เป็นได้, แต่นี่เป็นหนัง’ผี’เรื่องแรกที่ฉันเพิ่งได้มีโอกาสดู และพบว่ามันไม่เหมือนกับเรื่องไหนเลยจริงๆ

ปกติแล้ว ฉันจะต้องเลือกฉากที่ประทับใจมาบันทึกไว้สักฉากสองฉาก แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉันกลับพบว่าไม่อาจเลือกฉากที่สามารถเอามาเขียนบันทึกไว้ได้ จะว่าอย่างไรดี แค่นึกภาพตามแล้วต้องเขียนบรรยาย ก็ให้ฟีลประหนึ่งต้องไปยืนอยู่หน้ากระท่อมกลางป่าแล้ว (เหงื่อซึม) ฉากที่ประทับใจ เอ่อ จริงๆอาจต้องเรียกว่าฝังใจมันก็มีอยู่ อย่างฉากเล็บงอก (กรี๊ด) หรือฉากไก่ขันครั้งที่สอง (เอามือตบหน้าผาก) แต่ถ้าจะให้เลือกที่ประทับใจจริงๆก็อาจจะเป็นฉากอย่างตอนที่จงกูพูดกับลูกสาวว่าพ่อเป็นตำรวจ หรือไม่ก็ฉากที่ฉายไปยังกับดักแห้งเหี่ยวที่ถูกแขวนไว้หน้าบ้าน ผู้กำกับนาฮงจินเขาคงถนัดงานแบบนี้ งานทิ้งก้อนหน่วงไว้ให้คนดู งานทิ้งคำถามร้อยแปด งานความห่วยแตกของผู้ชายที่ต้องเป็นที่พึ่งให้ครอบครัวหรือหญิงสาว และงานของเขาก็สัมพันธ์กับความเป็นจริงเสมอ ความเป็นจริงที่ว่าเราล้วนผิดพลาดและสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขาแค่สร้างงานตอกย้ำสิ่งนั้นเท่านั้นเอง

Confession of Murder (2012)-รอยยิ้มซีเปีย

Confession of Murder (2012)เมื่อ 15 ปีก่อน ชเวฮยองกู รับผิดชอบในคดีฆาตกรรมหญิงสาวต่อเนื่อง เขาตามสืบจนสามารถถึงตัวคนร้ายตะลุมบอนกับมันได้ แต่สุดท้ายคนร้ายก็หนีรอดไป ทิ้งไว้แต่เพียงรอยแผลเป็นจากมีดกรีด หมอแนะนำให้ สารวัตรชเวผ่าตัดลบมันซะ แต่เขาก็ปฏิเสธ เขาจะเก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

15 ปีต่อมา ก่อนที่คดีสะเทือนขวัญในตำนานที่ยังตามจับคนร้ายไม่ได้จะหมดอายุความลง จู่ๆก็ปรากฎชายหน้ามนที่อ้างตัวว่าเป็นคนร้ายในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคราวนั้น เขาเขียนหนังสือคำสารภาพถึงสิ่งที่ได้ทำลงไป หนังสือขายดีเทน้ำเทท่า สร้างกระแสเป็นที่ฮือฮาแก่สังคม เขาเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงนักต้มตุ๋นที่ต้องการลวงโลก ท่ามกลางความสับสน ในมุมหนึ่ง กลุ่มของญาติหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมในครั้งนั้นก็ได้รวมตัวกัน ความแค้นที่ถูกกักเก็บมากว่า 15 ปี ในวันนี้คนที่อ้างว่าเป็นฆาตกรปรากฎขึ้นต่อหน้าแล้วและพวกเขาจะไม่ปล่อยมันไป อีกด้านหนึ่งสารวัตรชเวผู้รับผิดชอบคดีในครั้งนั้นก็เฝ้าจับตาดูด้วยความสงสัย เขาจะหาหลักฐานจับฆาตกรได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่ทรายกำลังจะไหลลงด้านล่างจนหมดขวด..

เป็นหนังอีกเรื่องที่พล็อตพลิกได้อ้าปากค้าง แม้ว่าจะขัดใจกับฉากบู๊ที่เยอะและไม่สมจริงไปบ้าง แต่ส่วนของเนื้อเรื่องและการแสดงของนักแสดง (โดยเฉพาะพี่ J พี่ผู้ชายผมทรงนักเรียนนุ่มสลวยคนนั้น) ก็ช่วยกลบจุดเล็กจุดน้อยเหล่านั้น ทำให้เป็นหนังเกาหลีแนว Action/Thriller อีกเรื่องที่หลายคนแนะนำ

ฉากที่ฉันประทับใจคือฉากในสตูดิโอ ตอนที่เรื่องราวทั้งหมดเผยด้านที่ถูกปิดซ่อนไว้ออกมา ความแค้น 15 ปีที่ถูกกักเก็บไว้ในจิตใจ ซ่อนไว้ในชีวิตอันธรรมดาสามัญ เมื่อคนที่ทำลายชีวิตของคนอันเป็นที่รักปรากฎขึ้นต่อหน้า คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ฉันสัมผัสมันได้-ความรู้สึกของเขา มือที่สั่นเทา เราควรทำอย่างไรกับโลกขัดแย้งภายในที่พยายามฉีกเราออกเป็นสองส่วน, กับอีกฉากหนึ่งตอนท้าย วันที่เรื่องราวทั้งหมดจบลง พวกเขา-ญาติของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รอยยิ้มที่มอบให้กับคนรักที่จากไป บันทึกไว้เป็นรูปถ่ายสีซีเปีย รอยยิ้มของเหยื่อที่ไม่ว่าจะยิ้มอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงสักข้อไปได้ ทั้งเรื่องที่เขาเป็นเหยื่อ ทั้งเรื่องของความทุกข์ทน และเรื่องของคนรักที่ไม่มีวันกลับมา

Fight Club (1999) – ชามะนาว

MV5BZGY5Y2RjMmItNDg5Yy00NjUwLThjMTEtNDc2OGUzNTBiYmM1XkEyXkFqcGdeQXVyNjU0OTQ0OTY@._V1_

พ่อลูเซอร์ทุกสถาบัน

หนังสุดทุกทาง ความบ้า ความแตกแยกของจิตใจ ทะลุโลก เปราะบาง

ทุกวันคือความปลอดภัยและมั่นคง บนผิวน้ำของชีวิตเราคาดหวังความราบเรียบเช่นนั้น, แต่เมื่อเราได้มันมา เราจึงได้รู้ว่าชีวิตที่คาดเดาได้และเป็นไปตามแผน มันกัดกินวิญญาณในที่สุด

แต่งตัวผูกไทไปทำงาน พยายามให้ดีแต่ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายขอแค่มีเงินเข้าบัญชีทุกปลายเดือน พวกเขาและฉัน ต่างก็มีไทเลอร์ซ่อนอยู่ในตัวรึเปล่า ไทเลอร์คนเท่ผู้หันหลังให้โลก คนที่สร้างไฟว์คลับไปทั่วใต้แผ่นดิน คนที่จุดระเบิดตูมตามไปทั้งเมือง

ฉากที่ต้องสูญเสียทุกอย่าง โซดาไฟหยดลงบนหลังมือ, บนรถยนต์ที่ปล่อยพวงมาลัยแล้วเหยียบคันเร่ง วินาทีที่สมองส่วนถูกทำให้เชื่องทำงาน ไทเลอร์จะสาดน้ำใส่หน้าเราเสมอ ไป ชีวิตมึงต้องไปให้สุด ไอ้ไก่อ่อน

ความขบถมันน่าให้ค่า ในสังคมที่มีเต็มไปด้วยเรื่องที่ควรจะเป็น เราอยากเป็นเมมเบอร์ไฟท์คลับ เราอยากยิ้มกระหย่องให้กับตัวตนลับในคราบลูกจ้าง เราอยากแฮปปี้กับแผล และบางวันเราก็อยากลองฉีดน้ำราดหัวคนดูบ้างสักครั้ง

เจ้าของบ้านร้างชื่อเจ, หัวหน้าไฟว์คลับชื่อไทเลอร์, สาวใต้ตาดำคาบบุหรี่ผู้น่ารักหนึ่งเดียวของฉันชื่อมาร์ลา ส่วนพ่อหนุ่มนอนไม่หลับ ไก่อ่อน และอึดกว่าหมีนั้น ไม่มีชื่อ เขาเป็นผู้บรรยาย

หนังพล็อตพลิกจะอยู่ในใจผู้คนได้นานก็ต่อเมื่อมันพลิกได้คว่ำจริงๆ กับ-มันมีรายละเอียดที่ชวนให้หลับตานึกถึง โหยหาตัวละครตัวนั้น ฉากนั้น บทพูดนั้น ความรู้สึกที่เหลืออยู่

ความประหลาดของหนังเรื่องนี้คือ มันเป็นหนังที่บ้าเหี้ยๆ แต่ละฉากก็ดีเดือดเหนือสามัญสำนึก แต่ทำไมแม่งถึงจบได้โรแมนติกดอกไม้ไฟสว่างว้าบกลางฟ้า แล้วพอหลับตานึกย้อนไปถึงแต่ละฉาก อ้าวแม่ง รสเหมือนกินชามะนาว มันไม่ควรรู้สึกแบบนี้ แต่มันเป็นแบบนี้ เหมือนนึกถึงเรื่องของตัวเอง ของเพื่อน เออ นับแม่งเป็นเพื่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

AOMG – 2017 Follow the Movement-

IMAG4993

25th MAR 2017 @ BBC Hall Central Ladprao

เปิดมิติใหม่ให้แก่ชีวิต กับการไปดูคอนเสิร์ตเกาหลีที่เป็นคอนเสิร์ตฮิปฮอปครั้งแรก

แม้ว่าจะผ่านการดูคอนเสิร์ตเกาหลีมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ยอมรับเลยว่าครั้งนี้แตกต่าง มันมีทั้งความกรี๊ดอปป้า และความฟินแบบ เฮ้ย อปป้าไม่เป็นไร เรามาฟังดนตรี เรามาตื๊ดกับตัวเอง ขอบีทแน่นๆเป็นพอ ฮ่า

ด้วยความไม่ได้ติดตามอย่างเป็นจริงเป็นจังนักกับค่ายนี้ (หรือค่ายไหนๆก็ตาม..) เน้นเสพเพลงเป็นหลัก เลยมารู้เอาตอนท้ายๆว่าเขาเปิดขายตั๋ว (จะเรียกว่าเป็นแฟนได้มั้ยแบบนี้ ฮ่า) (แต่ข้าพเจ้าร้องท่อนเกาหลีที่แต่งเองกับท่อนภาษาอังกฤษได้ทุกเพลงนะโว้ย) ข่าวที่ไหลมาตามไทม์ไลน์ว่าเพิ่มที่นั่ง กดเข้าไปดู บัตรราคา 2,900 น่ะ จิ๊บๆ เล่นที่ไหน อ้าวเฮ้ยเซ็นลาด หลังระเบียงเอง ไปสิวะ รออะไร แล้วก็ไม่รอ กดซื้อ โอนเงิน รวมเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เป็นสถิติการซื้อบัตรคอนที่รวมเวลาตัดสินใจด้วยแล้ว สั้นที่สุดในชีวิตข้าพเจ้าเรคคอร์ด

แม้ว่าบริเวณรอบบีบีซีฮอลจะคับแคบ ต้องไปอาศัยหน้าร้านในตัวห้างยืนฆ่าเวลา แต่พอเข้าไปในฮอลแล้วก็ค่อนข้างประทับใจ ขนาดฮอลกะทัดรัด บัตรนั่งซึ่งแถวเกือบหลังสุดอย่างข้าพเจ้ายังเห็นบริเวณเวทีได้แจ่มแจ้ง เก็บได้หมดนะคะ ไม่ว่าจะเป็นความน่ารักของโค่ ความนิ่มของคุณเกรย์ ความผัวของพี่ซัมดี รวมไปถึงความฮ็อตของบอสเจย์ อ่อ แต่เก็บความตื๊ดของพี่พัมคิ่นไม่ได้ ไกลและมืดไปหน่อย ถถถ แต่ด้วย Pumkin’s BEAT นี่แหละค่ะ ที่เป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญของการอินกับคอนครั้งนี้ มันช่างดีกับแข้งขาและใจดวงน้อยๆนี่จริงๆ

ได้อ่านรีวิวเล็กๆของเพื่อนคนหนึ่งที่ไปคอนฯนี้เหมือนกัน นางลงความเห็นว่าไม่ชอบที่แยกๆกันออกมาทีละคน ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยตามนั้น อยากจะให้ออกมาจอยๆแรนด้อมกันไปมากกว่า แต่เอาเข้าจริงพอนึกภาพว่าถ้ามันเป็นแบบนั้น ก็แอบกลัวว่ามันอาจจะออกมามั่วๆไปเสียฉิบ เปิดตัวทีละคน ค่อยๆจอยกันสลับๆไปแบบนี้ก็อาจจะดีแล้ว เอาเป็นว่ายังคิดรูปแบบคอนฯที่อยากเห็นมากกว่านี้ไม่ออก แต่ที่แน่ๆคือต้องการคอนฯที่นาน-กว่า-นี้ โว้ยยย มันยังได้อีก สองชั่วโมงน้อยไป คอนฯพีกขนาดนี้ต้องสามอย่างต่ำมั้ย นี่ขนาดว่าไปนั่งคนเดียวหันซ้ายขวาแบบเกรงใจแล้ว ข้าพเจ้ายังโยกหัวแทบหลุดขนาดนี้ แต่ชอบบรรยากาศคอนเสิร์ตแผงหลังมาก บัตรนั่งที่แทบไม่ได้นั่ง ความตื๊ดของประชากร จุดประสงค์ของการมาดูชัดเจน ผู้ชายก็อยากจะกรี๊ดแหละค่ะ แต่จังหวะนั้นบีทและสเต็ปตีนต้องมาก่อน ถถถ นานมากแล้วจริงๆกับคอนเสิร์ตที่ไปแล้วได้อยู่กับอารมณ์ตัวเอง อยู่กับจังหวะดนตรีแบบนี้

IMAG5000

จะว่าไปแล้ว ดนตรีแนวฮิปฮอปนี่ก็ชอบมานานพอๆกับตอนที่เริ่มฟังเคป็อปใหม่ๆ Epik High เอย Untouchable เอย และถ้าย้อนไปตั้งแต่ฟังพี่โจ้ ฟังก้านคอคลับด้วย ก็ค่อนข้างจริตสายตรงกับฮิปฮอปพอควร ด้วยอะไรก็ตามที่ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะนึกคิดว่าฮิปฮอปหนวกหูหรือแร็ปคือการบ่น ฉันฟังฮิปฮอปด้วยความตื๊ด ด้วยความสุนทรีย์ ด้วยความเกรี้ยวกราด และด้วยน้ำตาตลอดมา (จริงๆนะ ฉันน้ำตาซึมให้กับท่อนแร็ปมาหลายครั้งหลายครา) การพาตัวเองมาดูคอนฯ ครั้งนี้ เลยให้ฟีลประหนึ่งเพื่อนที่คบหากันมานานแต่ไม่เคยนั่งจับเข่าพูดคุยถามไถ่เรื่องของกันและกัน นั่นแหละ ราวกับว่าฉันเพิ่งได้สบตามองหน้าเขาจริงจังเป็นครั้งแรก ราวกับเขาเอ่ยปาก เข้ามาจอยกับโลกใบนี้สิ ชื่อศิลปิน ชื่อสังกัด ประวัติของเขา เนื้อเพลงของเขา ไปจำ ไปหาอ่านซะ มันยังมีอะไรให้ฉันรักได้มากกว่านี้ และฉันยังรักมันได้มากกว่านี้

La La Land (2016)- ดินแดนแห่งฝัน

1ฉันไม่ค่อยถนัดละครเพลงเท่าไหร่นัก แต่ฉากเปิดของหนังเรื่อง La La Land บนทางด่วนรถติดยาวเหยียด หญิงสาวก้าวลงจากรถออกสเต็ปยักย้าย ก่อนที่คนนบนท้องถนนแห่งนั้นจะพากันโดดลงมาจอย เป็นแฟลชม็อบละครเพลงย่อมๆนั้น ก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ อดที่จะเคาะนิ้ว กระดิกเท้าตามไปด้วยไม่ได้

หญิงสาวผู้ตามหาตำแหน่งแห่งหนของตนที่จะปรากฎในหนังสักเรื่อง กับชายหนุ่มผู้ต้องการมีร้านอาหารที่เขาจะสามารถบรรเลงเพลงแจ๊ซที่กำลังจะตายให้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ทุกอย่างคงจะน่าตื่นตาตื่นใจถ้าหากว่าความฝันเหล่านั้นเกิดในช่วงชีวิตวัยรุ่น หากแต่ช่วงวัยที่ไม่ใช่เด็กแล้วของทั้งคู่ ความฝันที่กำลังเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตของมัน ก็ทำให้พวกเขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาวะความฝันที่แปรสภาพเป็นภาระ

ด้วยความที่เป็นหนังของผู้กำกับ Whiplash หนังสงครามขึ้นหิ้งของฉัน ก็ทำให้สงสัยใคร่รู้อยู่มากว่าเขาจะสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไร ไหนจะกระแสอันครึกโครม รางวัลที่กวาดมาเกือบหมดหิ้งนั่นอีก แต่พอดูแล้วฉันก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนถึงได้ชอบกันนัก ก็หนังมันออกจะสุนทรีย์ซะขนาดนั้น เพลง ร้อง เต้น นางเอกพระเอก แล้วยังจะเรื่องความรักที่น่าประทับใจนั่นอีก หากว่า Whiplash เป็นหนังความฝันล้วนๆ La La Land ก็คงเป็นหนังรักที่มีความฝันเป็นส่วนประกอบ

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับคนนี้ก็ยังไม่ละทิ้งแนวคิดที่ว่าในสองทางเลือกระหว่างความรักกับความฝัน สุดท้ายแล้วเขาจะเลือกความฝัน เหมือนอย่างใน Whiplash เพียงแค่ว่าหยิบมันมาเล่าอย่างผู้ใหญ่ อย่างซาบซึ้งใจ และนิ่มนวลชวนตราตรึง (อันที่จริงมันค่อนข้างจะต่างกับ Whiplash อยู่ประมาณนึงหากว่ากันด้วยเรื่องความรัก) ฉันค่อนข้างชอบทัศนคติของเขาอยู่มาก ชวนให้นึกจินตนาการถึงตัวเขาเองว่าจนถึงจุดที่เขาได้ทำหนังโด่งดังเป็นที่รู้จักตอนนี้ เขาได้ทิ้งความรัก (พูดให้ถูกคือความสัมพันธ์) มามากน้อยแค่ไหน

มีคนแสดงความเห็นไว้กับหนังเรื่องนี้ประมาณว่า ความผิดพลาดของคนเราคือการไม่รู้ว่าใจตัวเองอยู่ที่ใด เขาจะมองว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ฉันกลับไม่เห็นด้วยในถ้อยคำของเขาเลยสักนิด หนึ่ง คำว่า’ความผิดพลาด’ อะไรคือความผิดพลาดของทั้งคู่อย่างนั้นหรือ การที่ครั้งหนึ่งพวกเขาได้พบกัน ตัดสินใจที่จะสนับสนุนความฝันซึ่งกันและกัน แล้วสุดท้ายพวกเขาได้เดินตามความฝันนั้น นอกจากมันจะไม่ผิดพลาดแล้ว มันยังถูกต้องที่สุดด้วยไม่ใช่หรืออย่างไร และสอง ‘การไม่รู้ว่าใจตัวเองอยู่ที่ใด’ ไม่เลย ไม่ใช่อย่างยิ่ง พวกเขารู้มาตลอดว่าใจตัวเองอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่เคยลืม ถ้าความรักจะเป็นความรักได้ก็ต่อเมื่อคนเราต้องอยู่ด้วยกัน แน่นอน พวกเขาคงไม่อาจเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าความรัก แต่เพราะความรักไม่ได้กะจ้อยร่อยแบบนั้น มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการอยู่ด้วยกัน แต่มันคือเรื่องของการเชื่อมต่อและสื่อถึงกัน พวกเขาสื่อถึงกันแล้ว และแม้พวกเขาจะไม่ได้พบกันอีก มันก็ไม่สลักสำคัญอะไรอีกแล้ว

ฉากที่ชวนให้น้ำตาซึมสำหรับฉัน เป็นฉากที่นางเอกเล่าเรื่องพี่สาวของเธอที่กระโดดลงน้ำในการออดิชั่นรอบสุดท้าย การทำตามความฝันเป็นเรื่องเจ็บปวด ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็เป็นแบบนั้น และฉันดีใจที่พวกเขาทำมันได้ในที่สุด

The Age of Shadows (2016)- เหล้าในไห

fullsizephoto751061

ความสนใจหนังเรื่องนี้เกิดจาก, หนึ่ง การที่เป็นหนังของผู้กำกับ Kim Jee-woon ที่เคยกำกับหนังสุดตราตรึงอย่าง I Saw the Devil, สอง ลุงซองคังโฮ ที่เคยเล่นบทตำรวจสติเฟื่องใน Memories of Murder และสาม กงยูอปป้า

เคยดูหนังเกาหลีมา 2-3 เรื่อง ที่เล่าถึงยุคประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เกาหลีถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่น่าสนใจคือหนังเหล่านั้นล้วนทำออกมาได้ดีทั้งบท นักแสดง และองค์ประกอบต่างๆ ดูแล้วก็ประทับใจและชวนให้เข้าใจหัวอกของผู้คนที่มีประวัติศาสตร์ชาติอันเจ็บปวด เหลือเฟือให้เล่าถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไม่จบสิ้น และ The Age of Shadows ก็กำลังเล่าขานถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นเช่นกัน

The Age of Shadows เป็นเรื่องในยุคที่เกาหลีถูกปกครองโดยรัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่น มีสองตัวละครสำคัญตามโปสเตอร์ คือ สารวัตรลีจองโชล นายตำรวจเกาหลีที่ทำงานให้รัฐบาลญี่ปุ่น กับคิมวูจิน สมาชิกกลุ่มต่อต้านรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีภารกิจสำคัญในเรื่องคือการวางระเบิดเพื่อประกาศเจตนาเรียกร้องอิสรภาพเกาหลี นอกจากนี้ ก็มีตัวละครสำคัญอย่างฮาชิโมโตะ นายตำรวจซาดิสม์ที่คอยตามสังเกตสารวัตรลี (คนนี้ค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ฉันชอบชีคโบนของเขาเวลามันตกกระทบแสง) ฮิงาชิ นายตำรวจญี่ปุ่นผู้บังคับบัญชา (เขาเล่นได้สมกับเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ แม้ว่าตัวจริงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นอยู่แล้วก็ตาม) ยอน หญิงสาวคนรักของคิมวูจิน (มีหลายฉากให้จดจำ แต่ฉันขอเลือกจำฉากที่เธอฉีกคอเสื้อเผยอกนวลเนียนพร้อมกับคาบบุหรี่) ชาซัง หัวหน้ากลุ่มต่อต้าน (ฉันชอบฉากที่เขาซื้อใจนายตำรวจใหญ่ด้วยการดวดเหล้า มีแต่คนอย่างเขาเท่านั้นแหละที่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้) ด้วยภารกิจและอุดมการณ์ที่แตกต่าง ทำให้พวกเขาต้องทำลายล้างกัน แต่ขณะเดียวกันด้วยความแตกต่างนั่น มันก็ได้สร้างเรื่องราวที่ร้อยเรียง สัมพันธ์ เป็นโศกนาฏกรรมความโง่เขลาที่ต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพ ชีวิตเลือดเนื้อที่สัมผัสได้จริงมักถูกให้ค่าต่ำกว่า และพร้อมถูกละทิ้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนามธรรมจับต้องไม่ได้ที่ถูกให้ค่าสูงส่ง เป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่คุ้นเคยของมนุษยชาติเสมอ

ชื่นชมหนังชาตินิยมที่สร้างออกมาโดยไม่ยัดเยียดความรู้สึก ดูแล้วให้ฟีลหนังเจ้าพ่อมาเฟียสอง-สามก๊กล้างแค้นชิงไหวชิงพริบกัน มากกว่าที่จะฝังใจว่านี่เกาหลีถูกญี่ปุ่นย่ำยีนะ (เพราะอันที่จริง ความน่าชิงชังของจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกที่สองก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอยู่แล้ว) เสื้อผ้านักแสดงสวยหรู เข้าฉากมาแต่ละคนก็ดูโดดเด่นมีเสน่ห์ แบบที่ว่าถ้าหลุดไปอยู่ในฉากหนังหว่องกาไวก็คงแนบเนียนไม่เคอะเขินอะไร แล้วหนังก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่ดี อย่างฉากบู๊ที่ต้องหยีตาดู (สมกับเป็นฝีมือผู้กำกับไอซอเดอะเดวิลจริงๆค่ะ) ฉากกดดันที่เล่นเอามือเย็นเหงื่อซึมอย่างในรถไฟหรือในห้องขัง มีฉากเรียกน้ำตาในบัลลังก์พิพากษาคดี บางช่วงบางตอนก็ขำจนหลุดก๊ากออกมา รวมแล้วเป็นหนังที่มีหลายฉากที่บีบคั้นอารมณ์ ดำเนินอยู่บนโครงเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ พลิกไปมาให้เดาะลิ้นกันเป็นระยะ คิดดูแล้วเป็นหนังสองชั่วโมงครึ่งที่เพลิดเพลินจนลืมเวลาอยู่เหมือนกัน (แต่เจ๊คนข้างๆปวดฉี่จนนั่งไม่สุข ดิฉันสัมผัสได้ เห็นใจนาง)

เขาว่าเป็นหนังต่างประเทศที่ได้เข้าชิงออสการ์ ฉันว่าก็ไม่มีอะไรคัดค้านได้นะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่าเป็นหนังชาตินิยม แต่ฉันกลับรู้สึกอินไปกับบางสิ่งที่ใกล้ตัวกว่านั้น ก็อาจจะจริงที่คนเราทำได้ทุกอย่างเพื่ออุดมคติยิ่งใหญ่ที่เป็นนามธรรม แต่ก็มีหลายครั้ง ที่สิ่งซึ่งบันดาลใจให้คนออกตัวเคลื่อนไหว มาจากสิ่งที่สัมผัสได้และกะจ้อยร่อย อย่างเช่น คนที่มีเลือดเนื้ออยู่ตรงหน้า รอยยิ้มของหญิงสาว หรือเหล้าในไหใบใหญ่ที่ได้ดื่มกินร่วมกัน

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้ฉันฉุกคิดได้อย่างหนึ่งว่า สัญชาตญาณไม่ใช่คนละอย่างกับความฉลาด คนเรามักมีแนวโน้มที่จะหยุดยั้งสัญชาตญาณเพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งโง่เขลา แต่อันที่จริงแล้ว สัญชาตญาณอาจจะเป็นความฉลาดที่สุดที่เรามี เราควรให้มันนำทางไป แล้วลดความคิดลงให้เป็นแค่ผู้ตาม สารวัตรลีเป็นคนแบบนั้นในที่สุด และฉันว่าเขาเท่มากทีเดียว

(รูปจาก http://www.hancinema.net/korean_movie_The_Age_of_Shadows.php)

เชียงราย-ผ่านเจ้า (1/2)

ก่อน 13 ม.ค. 60

  • ทริปเกิดจากความพร่ำบ่นของตัวเองและการชักชวนแบบสายฟ้าแลบจากเพื่อนสาว ถามไปมั้ย ตอบเลยว่าไป อย่างใจง่าย อย่างไม่รู้รายละเอียด รู้แต่ว่าต้องไป
  • เสิร์ชหาข้อมูลเล็กน้อยก่อนออกเดินทาง ได้ความว่าภูชี้ฟ้าอยู่เชียงราย ส่วนดอยตุงที่ในแพลนบอกว่าอาจจะได้ไปหรือไม่ได้ไป ก็เลยไม่ได้เสิร์ช ใช้ความรู้พื้นฐานว่าก็ดอยตุงนั้นไง ดอยตุงที่อยู่เชียงใหม่

 

13 ม.ค. 60

ο Pre-ดอยตุง

  • ทำงานเสร็จห้าโมงครึ่ง รีบบึ่งไปหมอชิต รถออก 18.45 สมบัติทัวร์ เบาะนอนสบาย แต่ลุงคนข้างๆตัวใหญ่กินพื้นที่เบาะไปหน่อย รู้สึกเสียเปรียบ จ่ายค่าตั๋วเท่ากันแต่ลุงได้นั่งเบาะกว่า หนูได้ไม่ถึงเบาะ
  • แต่ลุงนั่งนิ่งและนอนเงียบมาก ถือว่าเป็นพระคุณ
  • สมาชิกทริปประกอบด้วย 2 สาวจากกทม. กับเด็กๆเจ้าถิ่นอีก 3 คนที่ไปเจอกันที่นู่น
  • รถแวะพักที่พิดโลก กินข้าวต้มตอนเที่ยงคืน อร่อยกว่าที่คิด
  • ถนนเรียบดุจแพรไหม (อันนี้พูดจริงๆ ถนนขึ้นเหนือดีกว่าล่องใต้มาก) สองข้างทางมืดสนิทเลยไม่ได้ดูอะไรมาก บางช่วงหลับสนิทกว่านอนบนเตียง แต่ตื่นมาเพราะโค้งแถวจังหวัดแพร่ที่โค้งได้ไม่เกรงใจหมอนรองกระดูกคอ
  • ในความมืดมีแสงไฟจากหน้ารถ ฉายให้เห็นสองข้างทางป่าไผ่ (มั้ง) มองไปข้างบนเห็นดวงจันทร์กลมโตส่องสว่าง ให้แสงเรืองๆคล้ายนีออนสีน้ำเงิน มองแสงนั้นกระทบกับแขนตัวเอง ในหูฟังเล่นเพลง Stay ของ Nell เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรในหัวนอกจากแสง ป่า โค้ง และเพลง
  • รถถึงเชียงรายประมาณ 06.30 เราลงกันที่หน้า ม.แม่ฟ้าหลวง นัดกับเด็กๆไว้ที่นี่
  • ลงรถแล้วสั่นเป็นเจ้าเข้า มีความแตกตื่นกับอุณหภูมิ 14 องศา คนที่เพิ่งจากเมืองหลวงพร้อมเสื้อแขนสั้นบางๆ จะสงบใจไปได้อย่างไร
  • ตั้งสติ ล้างหน้าล้างตัว ใส่เสื้อผ้าใหม่ เจอเด็กๆตอนเจ็ดโมงครึ่ง เคอะเขินเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อย เพราะหลังจากนั้นคุยกันเหมือนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ให้ฟีลลูกป้าข้างบ้าน ไง ไม่เจอกันนานเนอะ เป็นไงบ้าง
  • พาหนะหลักในการเดินทางคือรถสองแถวของพี่เจน หนุ่มหน้าตี๋จิ้มลิ้ม เราเรียกพี่เจน แต่คิดว่าพี่เจนน่าจะเด็กกว่าเรา แต่เราไม่ถือ ถ้าใจเราเป็นน้องยังไงเราก็เป็นน้อง
  • แวะเซเว่น พนักงานเซเว่นสำเนียงเหนือ ชอบ (แล้วก็เงี่ยหูฟังสอดส่ายหาสำเนียงเหนือจากคนข้างทางไปตลอดทริป)
  • และจุดนี้เองที่ได้รู้จากปากเจ้าถิ่นว่าดอยตุงอยู่ที่นี่-เชียงรายนี่แหละค่ะ เปิดโลกในกะลาข้าพเจ้าดีเหลือเกิน

img_4253

ο ดอยตุง

  • ถึงดอยตุงประมาณเก้าโมงสิบโมง จำไม่ได้ อากาศเย็น ดอยสูงทางคดเคี้ยว แต่ก็ได้มารู้ตอนหลังว่ายังมีที่คดเคี้ยวกว่านี้
  • ดอยตุงให้บรรยากาศมาถ่ายรูปสวยๆ ทริปครอบครัว นั่นดอกไม้ นี่ใบหญ้า อาหารออร์แกนิคสะอาดๆ ซื้อผักซื้อผลไม้
  • มีความแอดเวนเจอร์ในสวนป่าเดินสลิงระยะทางเกือบ 300 เมตร ความสูง 10-20-30 เมตรไล่ไปเป็นช่วงๆ
  • ร่วมเดินกับแก๊งค์คุณพ่อคุณแม่ที่หยุดถ่ายรูปทุกสามก้าว ทำให้เราต้องยืนค้างเติ่งอยู่บนสะพานเป็นระยะๆ จากที่กลัวจนหายกลัว เชิญคุณพ่อคุณแม่เซลฟีให้ผาสุก ลูกจะนอนบนสะพานนี้เอง
  • แต่ก็มีบางแว้บที่เห็นภาพตัวเองทับซ้อนกับแก๊งคุณพ่อคุณแม่ อาจจะเป็นสักวันหนึ่งในอนาคต
  • เรือนต้นกล้าน่ารัก ต้นเล็กเป็นฝอยๆ เห็นคนนั่งเพาะ เลยจินตนาการภาพตัวเองทำงานแบบนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจดี
  • แมวดอยตุงขี้อ้อน
  • พระตำหนักสวย ชอบดีไซน์ดาวนักษัตรกับภาพแขวนฝาผนังดอยตุงยามค่ำคืนกับยามพระอาทิตย์ตก (หรือขึ้นก็ไม่รู้ ไม่ได้รับหูฟังไกด์มาด้วย เน้นเดินดุ่ม) วิวระเบียงเป็นภูเขาทั้งแถบ ล้อมรอบบ้าน 360 องศา มองไกลสุดลูกหูลูกตา
  • เครื่องสแกนบัตรเข้าแต่ละโซนจะร้องว่า ‘ผ่านเจ้า’ น่าจะประมาณว่าเชิญค่ะ

ο Pre-ภูชี้ฟ้า

  • ลงจากดอยตุง แวะกินข้าวข้างทางอาหารตามสั่ง อร่อยดี
  • จากดอยตุงไปภูชี้ฟ้าไกลมาก เหมือนนั่งรถข้ามจังหวัด เห็นว่าระยะทางสองร้อยกว่าโล นั่งไกลกว่าจากบ้านไปกรุงเทพฯ แต่พอๆกับจากตัวเมืองกาญจน์ไปสังขละ
  • สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา ได้ความจากลุงแท็กซี่ที่ได้เจอกันตอนขากลับว่าที่นี่ทำนาปีละสองครั้ง และตอนนี้คือช่วงเริ่มทำนาปรัง
  • เห็นบ้านคนไปตลอดทาง ไม่ค่อยมีช่วงร้าง ได้ความมาจากลุงคนเดิมอีกเช่นกันว่าแถวนี้บ้านจะปลูกแยกออกมาเป็นชุมชน คนอยู่รวมๆกัน ส่วนนาอยู่ที่อื่นตอนเช้าก็ขี่มอไซค์ออกจากบ้านไปทำนา ยังมีประเพณีลงแขก ต่างกับภาคกลางที่บ้านจะอยู่ด้วยกันกับที่นา ทำให้แถวภาคกลางบ้านเรือนจะตั้งห่างกัน

img_4321

 

Natsume Soseki- ฝันสิบราตรี

9786164134522ลักษณะของความฝันน่าจะอยู่ตรงที่ในขณะที่เราฝัน ไม่มีสิ่งใดให้รับรู้ได้เลยว่ามันคือความฝัน ทุกอย่างล้วนเป็น ‘ความจริง’ จนกระทั่งเราลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับ’ความจริง’ เราจึงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า อา นั่นมันความฝัน

และอีกข้อก็น่าจะเป็น เราสามารถลืมเรื่องราวในความฝันได้สนิทอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งที่จริงมันก็คงเป็นเช่นนั้น

ฝันสิบราตรีของนัตสึเมะ โซเซกิ มีทั้งความฝันที่ชวนให้น้ำตารื้น ความฝันที่ชวนให้ใจสั่น ขนลุกชัน รวมไปถึงความสะเปะสะปะไม่เป็นไปตามเหตุผล ความฝันของเขา แต่บางช่วงเวลากลับทำให้เกิดภาพซ้อน เหมือนกับว่าฉันอาจจะเคยฝันถึงมันมาก่อน

รวมเรื่องสั้นนี้ ต้นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1908 นับย้อนไปก็ราวๆ 109 ปี พอนึกถึงกาลเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา พอนึกถึงว่านี่เป็นเรื่องราวตั้งแต่ที่โลกใบนี้ไม่มีฉัน มันก็อดที่จะรู้สึกมหัศจรรย์ใจเล็กๆไม่ได้ มนุษย์เรามีประวัติศาสตร์เป็นหมื่นเป็นพันปี และอย่างน้อยๆใน 109 ปีที่แน่ๆนี้ คนเรายังคงฝัน ยังคงมีชีวิตอยู่ในระหว่างชั่วขณะที่หลับใหลและเมื่อลืมตาตื่น

ในความรู้สึกของฉัน เสน่ห์ของนิยายญี่ปุ่นช่วงสมัยใหม่ อยู่ที่การโฟกัสลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ ความเป็นปัจเจกในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง มันมีกลิ่นอายของตำนานเก่าแก่ผสมปนเปกับการแสวงหาในโลกที่กำลังขยายใหญ่ และการใช้อุปมาอุปไมยอย่างหนักหน่วง จำได้ว่า มีคนพูดถึงนิยายมูราคามิว่ามันแปลกและเข้าไม่ค่อยถึง ฉันฟังแล้วก็เห็นด้วยตามนั้น แต่ฉันอยากให้เขาลองอ่านนิยายญี่ปุ่นตั้งแต่ของนัตสึเมะ โซเซกิ, ดะไซ โอซามุ ฯลฯ เหล่านี้ดู พวกเขาจะได้พูดให้ถูกต้องขึ้นสักหน่อยว่าจริงๆแล้วมันคือ ‘นิยายญี่ปุ่นแต่ไหนแต่ไร’

ในสิบราตรี ฉันชอบคืนของหญิงสาวร้อยปี, ซามูไรนั่งสมาธิ แล้วก็คืนของอุงเคแกะสลักไม้เป็นพิเศษ

 

โลกช่างหมุนเร็ว มีเพียงฉันที่เดินกะโผลกกะเผลกอยู่บนเส้นทางอันเป็นนิรันดร์

จุดหมายของมันอยู่ที่ไหน คุณพอจะรู้มั้ย?

ที่สุดแล้วฉันจะได้รู้คำตอบของมันมั้ย หากหลับหูหลับตาวิ่งไปอย่างนี้

ท้องฟ้าที่ไม่เคยให้คำบอกใบ้ใดๆ

สองแขนของฉันแบกรับเรื่องราวในชีวิตทุกวี่วันจนหนักอึ้ง ไม่มีที่ว่างเพียงพอจะโอบกอดความฝันได้อีก

ฉันกลัว หากจะต้องถูกทิ้งร้างโดดเดี่ยว

ขอเพียงวันนี้เท่านั้น ให้ฉันได้ทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งออกไป

ต่อให้ฉันวิ่งมาไกลเท่าไหร่ ฉันก็ไม่สามารถหนีมันได้

เมื่อหันหลังมองกลับไป เธอยังคงอยู่ตรงนั้น

ต่อให้วิ่งไปไกลอีกเท่าไหร่ ฉันก็ยังคงอยู่ที่เดิม

วิ่งไปจนกว่าจะสัมผัสท้องฟ้าได้ด้วยมือของฉันเอง

วิ่งไปจนกว่าหัวใจจะถูกเติมเต็มด้วยความฝัน

วิ่งออกไป