Montage (2013) – ความสะใจเพียงครั้ง

This slideshow requires JavaScript.

นอกจากจะเป็นพระเอกคนเดียวกับคุณพี่ตำรวจแห่งเมืองหลวงจาก Memories of Murders – หนังสืบสวนซึ่งเป็นพ่อของหนังสืบสวนทั้งปวงแล้ว บรรยากาศของหนังเรื่องนี้ก็ยังให้ความรู้สึกลุ่มลึกคลับคล้ายคลับคลากันอีกด้วย

คดีลักพาตัวเด็กเมื่อ 15 ปีก่อนกำลังจะหมดอายุความในอีก 5 วัน โดยที่คดียังคงเป็นปริศนาไม่สามารถจับคนร้ายได้, ชองโฮ- นายตำรวจผู้รับผิดชอบคดี ฮาคยอง- แม่ของเด็กหญิงที่ถูกลักพาตัวไป ช่วงเวลา 15 ปีแห่งความทุกข์ทรมานของพวกเขาที่กำลังจะสูญเปล่า แต่แล้วก็กลับปรากฏเหตุการณ์ลักพาตัวขึ้นอีกครั้งโดยที่คนร้ายใช้วิธีเดียวกันกับคดีเมื่อครั้งนั้นทุกประการ ความหวังที่จะคลี่คลายปมในอดีตที่วูบดับไปแล้วจึงได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง โดยมีหลักฐานที่เป็นกุญแจสำคัญคือทะเบียนรถ, วิดีโอ และเทปเสียงของคนร้ายที่ถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าจะค้นพบความจริงที่จะคลี่คลายปริศนาของเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด

กราฟอารมณ์ของหนังเรื่องนี้มีความผกผวนอยู่หน่อย จากเริ่มต้นที่ดำเนินเรื่องมาได้ดี ทั้งบรรยากาศอันทึมเทา เยียบเย็น และการตัดต่อเรื่องไปมาระหว่างปัจจุบันกับอดีตที่ทำได้เท่และสะอาดเอี่ยม ก่อนที่มันจะตกลงไปหน่อยตอนค่อนเรื่องที่ฉันเริ่มมีธงในใจว่าหนังจะไปทางไหนแล้วมันดันไปทางนั้น เป็นอารมณ์แบบที่ว่า เห้ย อุตส่าห์ทำมาซะดีแล้วทำไมมันง่ายอย่างนี้คะซิส แต่แล้วพอถึงช่วงท้าย ก็กลับมีจุดพีกให้ได้ร้องเชี่ยยย กราฟพุ่งขึ้นรัวๆ เป็นความสะใจเพียงครั้งเดียวของเรื่องแต่มันช่างเหลือกินเหลือใช้ ก่อนที่หนังจะปิดท้ายด้วยความเศร้า ที่ไม่ว่าการตามหา การคลี่คลาย หรือการแก้แค้นใดๆ ก็ไม่สามารถบรรเทามันได้เลย

ฉากที่ชอบของเรื่อง: ฉากพี่ตำรวจดูดบุหรี่วันฝนพรำ, ฉากในโกดัง (ระทึกเบาๆ), ฉากคุณแม่ในบ้านอาบอจี (ระทึกหนักๆ), ฉากเอาถุงพลาสติกครอบหัวในรถที่เป็นฉากเปิดเรื่องและเฉลยเรื่อง (หดหู่), บทสนทนาบนโต๊ะในเรือนจำ (ความสะใจเพียงหนึ่งเดียวที่ว่า) และฉากหญิงผู้เป็นแม่โอบกอดต้นไม้ ฉากที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Matataki ท่ามกลางความเงียบได้ยินเสียงลมพัดยอดไม้ เป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ยินทีไรก็ชวนให้รู้สึกอยากปลดปล่อยคนที่ผูกพันไปเสียทุกครั้ง

อ่อ หนังเรื่องนี้มีฉากไล่ล่าบนรางรถไฟสาย KTX ที่ถ้าเห็นแค่รูปแคปฉันเชื่อว่าคนจะตอบว่านี่มันเทรนทูปูซาน! ดูไปก็เผลอนึกไปว่าที่วิ่งตามหลังพี่ตำรวจมาจะเป็นกงยูอปป้ายังไงยังงั้น

Advertisements

Always (2011) – นานทีปีหน, Jang Macelino

This slideshow requires JavaScript.

หนังรักในรอบปีที่นานๆทีจะดูค่ะ

หนังว่าด้วยเรื่องของชอลมินหนุ่มเซอร์ (กี๊ด) ที่ใช้ชีวิตหลักลอย อยู่ในโลกที่โอกาสและความโชคดีเข้าไม่ถึง แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่เขากำลังเป็นรปภ.เฝ้าลานเช่าจอดรถอยู่นั้น จองฮวา หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มพรายก็ได้ปรากฎตัวขึ้น เธอถือปิ่นโตมาด้วยกล่องหนึ่ง ด้วยความตั้งใจจะนำมาให้และตั้งใจจะมาขอดูทีวีด้วยความเข้าใจผิดว่าชายหนุ่มเป็นลุงที่เธอรู้จัก แน่นอนว่าที่เธอเข้าใจผิดได้ถึงเพียงนั้นก็เพราะเธอมองไม่เห็นนั่นเอง แต่จากความเข้าใจผิดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกัน นางเอกมาดูทีวีที่ป้อมรปภ.ของพระเอกบ่อยขึ้น (เธอดูทีวีจริงๆนะ แล้วก็ดูได้น่ารักมากด้วย) พระเอกก็ลอบมองหน้าหญิงสาวพลางอมยิ้มบ่อยขึ้น (พิจีโซบบบบ) มองไปมองมาเขินไปเขินมา อีตาพระเอกก็อย่างนั้นละค่ะจะไปทันกินอะไร ฉากที่นางเอกให้ตั่วไปดูคอนเสิร์ต ‘คุณไปดูกับเพื่อนสิคะ’ ‘อืม’ ‘ไม่มีเพื่อนเหรอคะ’ ‘เออก็..’ ‘อะไม่เป็นไร งั้นฉันไปดูเป็นเพื่อนก็ได้’ (เสียงมโหรีขึ้น) เนี่ยยย พอถึงฉากนี้คนดูอย่างอิฉันก็เลยต้องตบเข่าฉาด ออนนี่ ให้มันได้อย่างนี้!

เรื่องราวหลังจากนั้นก็พูดถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่ค่อยๆถักทอ คือมันต้องใช้คำนวลๆ ฟุ้งๆ ประมาณนี้จริงๆ เพราะหนังขายความโรแมนติกอย่างประกาศกล้าว่าจะขาย แล้วประเด็นคือมันขายได้ด้วยนี่แหละค่ะ นั่งดูไปก็ม้วนไป บิดไป ตัวนี่จะตกเก้าอี้ไปกองกับพื้นหลายรอบแล้ว เป็นความโรแมนติกที่บ้านๆ เพราะพวกนางก็มุ้งมิ้งกันอยู่ในบ้านในสวนแค่นั้น แต่มันอบอุ่นใจและสัมผัสได้ เป็นโลกของคนมีแฟนที่เข้าใจว่าทุกคนคงฝันถึงหรือมีอิมเมจประมาณนี้ (ฮอล) มันคือการที่มีคนอีกคนใช้ชีวิตไปด้วยกัน ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีเหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม สูตรหนังเกาหลีมักจะอย่างนี้แหละค่ะ หลอกให้ยิ้มหวานก่อนจะพาเราลงหุบ ถถถถ ปกติแล้วฉันไม่ค่อยชอบดูหนังรักเท่าไหร่นัก แล้วก็ยิ่งไม่ค่อยอินกับดราม่าที่ใส่ในหนังรักเท่าไหร่ (ปกติจะอินอยู่กับแต่หนังสงครามไม่ก็หนังฆาตกรรม..) แต่เรื่องนี้ถึงขั้นสะอื้นฮึกฮัก เอ้อ คือมันได้ อารมณ์มันมา ถามว่าบทมันน้ำเน่ามั้ยมันก็ใช่แหละ แต่ ณ จุดที่นั่งดูอยู่มันไม่ได้คิดถึงบทอะไรเลย มีแค่ชีวิตของสองคนตรงหน้าที่เราเห็นพวกเขาตั้งแต่เป็นคนแปลกหน้า จนกลายมาเป็นคนรัก มันมีแต่ความรู้สึกที่อึดอัด เจ็บปวดใจ สงสารและร้องขอ ขอให้พวกเขามีชีวิตที่ดี ขอให้ได้อยู่ในที่ที่อบอุ่นปลอดภัย และขอให้พวกเขาได้รักคนที่พวกเขารักตลอดมา

ฉากที่ชอบของเรื่อง: ฉากพระเอกล้างเท้า แล้วนางเอกถามว่าคุณล้างแล้วเหรอคะ (หมายถึงลูกพีช) พระเอกก้มมองเท้าตัวเอง (ฮ่า), ฉากพระเอกแบกนางเอกปีนบันไดบ้าน ไปถึงหน้าประตูหอบแฮกๆ นางเอกบอกขอบคุณนะ แต่ช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย พระเอกตอบว่าได้ แต่ขอเวลาแป๊บ (ฮ่า), ฉากถามชื่อพระเอกบนรถไฟ ซึ่งเป็นฉากที่ตอนดูครั้งแรกขำหนักมาก แต่ก็ต้องรู้สึกผิดตอนหลัง, ฉากนางเอกทำผมฟู คือน่ารักแบบ โอ๊ยยยย นัลล้ากกกกกกกก, ฉากที่คาดผมบนโต๊ะกินข้าว, ฉากพระเอกซ่อมบ้าน, (ข้ามมาช่วงท้าย), ฉากนวดหลัง (อันนี้น้ำตาไหลนิ่ง เริ่มกัดปาก), ฉากหมาเห่าพระเอก (ปากเริ่มสั่น มีเสียงโอ๊ย) และปิดท้ายด้วยฉากนางเอกออกวิ่ง (ถึงตอนนี้ปล่อยโฮแม่งค่า ฮืออออออ) เป็นหนังที่มีฉากให้จำเยอะจนตัวเองก็แปลกใจเหมือนกัน ว่าหรือจริงๆแล้วเรากำลังหลอกตัวเองอยู่ว่าไม่ได้ชอบหนังรัก กรั๊กกก เอาเถอะ นานทีปีหน ท่ามกลางหนังทริลเลอร์ต่างๆนานา ได้ดูนางเอกหน้าหวานๆพระเอกจมูกคมๆ รักกัน มันก็เป็นปลอบประโลมใจดี

เออหรือว่า ที่จริงก็ไม่ได้ไม่ชอบหนังรักหรอก แต่แค่ชอบหนังที่ดี ซึ่งนานๆทีจะได้ดูหนังรักที่ดีแบบเรื่องนี้ อย่างนั้นก็ได้มั้ง

The Client (2011) – นั่นไงล่ะะ

This slideshow requires JavaScript.

ตั้งใจลัดคิวให้หนังเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่นๆ ในลิสต์ ด้วยเพราะการประกบคู่กันระหว่างพิจางฮยอกกับพิสรยุทธ์ฮาจองวูของน้องนี่แหละค่ะ ฮรุก (และในเวลาต่อมาฉันก็ได้ค้นพบว่าพิฮาจองวูเล่นหนังเยอะมว้ากกก เยอะแบบมากมว้ากกกก ซึ่งก็คงจะได้กล่าวถึงในรีวิวถัดไปอีกเรื่อยๆ)

เรื่องเริ่มต้นที่ฮันชอลมิน (พิจางฮยอก) ขับรถกลับมาถึงบ้านในเช้ามืดวันหนึ่งซึ่งเป็นวันครบรอบแต่งงานของเขากับภรรยา หากแต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาต้องพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมากมาย กับกองเลือดกองใหญ่ที่เป็นหลักฐานว่าภรรยาของเขาน่าจะเสียชีวิตแล้ว และเขาผู้เป็นสามีก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวในทันที โดยที่เขายังไม่ทันได้อธิบายอะไร คังซองฮี (พิจองวู) จับพลัดจับผลูรับเป็นทนายแก้ต่างให้ฮันชอลมินในคดีนี้ ในตอนแรกความรู้สึกของเขาที่มีต่อลูกความตัวเองก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ ที่เคลือบแคลงในความบริสุทธิ์ของชายผู้เอาแต่เงียบงันและเต็มไปด้วยปริศนา หากแต่เมื่อได้สืบเรื่องไปเรื่อยๆ เขาก็ได้ค้นพบความเป็นไปได้ที่ลูกความของเขาอาจจะบริสุทธิ์ ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบพยานหลักฐานระหว่างทนายกับฝ่ายอัยการที่เป็นคู่รักคู่แค้น ข้อสังเกตที่น่าเคลือบแคลงว่าเพราะเหตุใดอัยการจึงปักใจเชื่อว่าฮันชอลมินเป็นฆาตกร ทั้งที่ยังไม่พบศพของหญิงผู้เป็นภรรยาด้วยซ้ำ ทั้งสองฝ่ายต่างก็สู้หัวชนฝาเพื่อจะเป็นผู้ชนะคดี โดยมีอนาคตทางการงานและศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน ความจริงที่แม้แต่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่กล้าพูดเต็มปากว่าความจริงของตนต่างหากที่เป็นของแท้ หากแต่มันคืองานของพวกเขาที่จะต้องทำให้คนในศาลแห่งนั้นเชื่อตนเองว่า เขานี่แหละที่ถูกต้อง

นับเป็นหนังประเภทว่าความกันในศาลด้วยพยานหลักฐาน ที่เน้นสร้างความเคลือบแคลงและทำให้ลังเลใจไปมาว่าแท้จริงแล้วฆาตกรผิดจริงหรือไม่ พล็อตเรื่องชวนให้ดูเพลินและอยากติดตามไปให้ถึงที่สุดเมื่อเรื่องราวทั้งหมดคลี่คลายลง คะแนนของเรื่องนี้ก็ค่อนข้างจะสูงเสียด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ผ่านการดูหนังเกี่ยวกับศาล ตัดสินระหว่างบริสุทธิ์/ไม่บริสุทธิ์มาประมาณนึง ทั้ง Primal Fear, 魔女裁判 หรือซีรีส์ท้าทายทุกความอคติอย่าง Legal High เลยทำให้ฉันไม่ได้อู้หูอ้าหากับ The Client มากนัก เพราะก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีพล็อตหรือการตีความแปลกใหม่อะไร แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยดูหนังประเภทนี้มาก่อน ฉันก็มั่นใจว่าเขาจะต้องประทับใจมันมากทีเดียว

ถึงอย่างนั้น ภาพรวมแล้วฉันก็ชอบหนังเรื่องนี้ เพราะแค่พิจางฮยอกกับพิจองวูมาอยู่เฟรมเดียวกันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องการไปมากกว่านี้อีกแล้ว ฮรุกก พิจองวูก็องค์ทนายตั้งแต่ชาติปางก่อนประทับ เดินวนเก๊กหน้าไปมาในศาลนี่ก็น้องจะอยากกรี๊ดอัดหมอน ส่วนพิจางฮยอกก็นั่นแหละค่ะ ผู้ต้องหาหล่อได้ขนาดนี้เหรอคะ แล้วบทผู้ชายหน้าซื่อๆลูเซอร์ผู้รักเมียมันจะเหมาะอะไรกับพี่ขนาดนั้น ฮอล การเล่าเรื่องก็ทำได้เข้าใจง่ายดี แล้วก็สิ่งที่ดีมากๆ ของหนังคือการที่มีฉากเด็ด ซึ่งก็ขอยกให้เป็นฉากที่ชอบที่สุดในเรื่อง คือฉากที่ทนายคังบอกให้ทุกคนหันไปที่ประตู เป็นความอ้าปากค้างครั้งที่หนึ่ง และฉากต่อเนื่องกันที่พ่อหนุ่มอัยการเดินมากระซิบว่าโมเมนต์หันไปที่ประตูเมื่อกี้เขาเห็นอะไร เป็นความอ้าปากค้างครั้งที่สองที่กว้างกว่าเดิม นานกว่าเดิม ก่อนจะเคาะโต๊ะพร้อมอุทานออกมาว่า ‘นั่นไงล่ะะ’

ปกติแล้วหนังศาลจะต้องทำให้เราเห็นถึงความไม่ร้อยเปอร์เซนต์ของมนุษย์ ในการหาพยานหลักฐาน การตัดสิน และความยุติธรรม หนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดมันออกมาได้ดี แม้ว่าสุดท้ายหนังเลือกที่จะจบแบบไร้รอยต่อทอเต็มผืน เข้าใจว่าคงเป็นปณิธานของผู้กำกับ ซึ่งมันก็ขัดกับจริตฉันที่ชอบนอนเสื่อ55 แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำมันได้ดี ฉากต่อบุหรี่ริมเขื่อนก็แมนๆ ไปศาลกันครับดีอยู่เหมือนกัน

Rough Cut (2008) – ทะเลโคลนในตำนาน

PDVD_1076

หลังจากดู Rough Cut ไปได้ประมาณครึ่งเรื่อง ฉันก็รู้ตัวขึ้นมาว่า เคยดูหนังเรื่องนี้แล้วนี่หว่า! ถ้าจำไม่ผิดฉันน่าจะดูมันครั้งแรกตอนอยู่มอปลาย ซึ่งพอมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าทำไมถึงโตมาเป็นคนแบบทุกวันนี้ (ฮ่า) เอาจริงๆ หนังเรื่องนี้มันไม่มีอะไรเหมาะกับเด็กผู้หญิงมอปลายเลยสักนิด เว้นแต่พี่โซจีซบกับพี่คังจีฮวานเท่านั้น หรือนั่นมันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้วันนั้นฉันเลือกดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่รู้..

นี่เป็นหนังแอคชั่นโทน 男臭い อีกเรื่องที่เล่าผ่านโลกทัศน์ของผู้ชายด้วยสภาพทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจ ศักดิ์ศรี การใช้กำลัง โดยเล่าผ่านการต่อสู้ระหว่างพระเอกหนังเลือดร้อน (พิคังจีฮวาน) กับหนุ่มมาเฟีย (พิโซจีซบ) (ทำไมพูดถึงตรงนี้แล้วดูวาย..) เรื่องคร่าวๆ คือพระเอกดวงตกที่กำลังถ่ายหนังอยู่เรื่องหนึ่ง แต่ดันเล่นบทบู๊เผลอใช้กำลังจริงจนทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ กลายเป็นข่าวคราวใหญ่โต หนังก็ถ่ายต่อไม่ได้เพราะไม่มีใครกล้ามาเล่นบทบู๊ด้วย อย่างไรก็ตาม พระเอกก็ต้องหาคนมาเล่นบทบู๊ให้ได้เพื่อที่จะถ่ายหนังเรื่องนี้ให้จบ ซึ่งก็ได้บังเอิญไปเจอเข้ากับหนุ่มมาเฟียผู้ชื่นชอบการแสดงและตามหาความหมายของชีวิต หนุ่มมาเฟียสนใจรับงานแสดงนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าบทบู๊จะต้องเล่นจริงเท่านั้น (โอ้) และแน่นอนว่าฉากสุดท้ายที่เป็นซีนตัดสิน จะไม่มีใครรู้แม้แต่ผู้กำกับหรือตัวพวกเขาเอง ว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นฝ่ายชนะ

เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่มันมีเอกลักษณ์มาก คือส่วนตัวไม่เคยดูหนังแบบนี้มาก่อน ทั้งตัวบทและอารมณ์ของหนัง คือมันเหมือนจะบู๊แหลกไร้สาระ แต่ก็แทรกความดราม่าอยู่เรื่อยๆ, ตัวเอกผู้ชายสองคนก็เหมือนจะเท่โหด แต่จริงๆก็แอบเด๋อ, บทจะขำก็หลุดหัวเราะหึ เช่น ฉากที่พระเอกเปิดดูหนังที่หนุ่มมาเฟียเคยเล่นเป็นตัวประกอบ เป็นต้น แต่พอบทจะดิ่งก็ใจกระตุก อ้าปากค้างลืมหายใจไปเลย ซึ่งฉากนั้นก็คือตอนจบของเรื่อง ที่ฉันว่าเป็นฉากที่เด็ดดวงต่อเนื่องจากฉากต่อสู้บนทะเลโคลนในตำนาน เป็นความพีกที่ซ้ำซ้อน พีกแล้วก็ยังพีกได้อีก เป็นเทิร์นนิ่งพ้อยท์ของเรื่อง เทิร์นนิ่งพอยท์ภายในตัวผู้ชายสองคน และที่เท่ก็คือ เป็นเทิร์นนิ่งพอยท์ที่จบลงทั้งอย่างนั้น แววตาที่ทั้งยอมแพ้และประกาศชัยชนะของหนุ่มมาเฟีย ตัดสลับไปที่แววตาของพระเอกหนุ่มที่ได้แต่ตะลึงงัน ผ่านกระจกรถกั้น มันช่างเป็นตอนจบที่เงียบ งุนงัน และทรงพลังได้แปลกดีเหลือเกิน

อันที่จริงฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าผู้กำกับต้องการจะสื่อสารอะไรเป็นแก่นหลักของเรื่อง โลกของการแสดง? การทำหนัง? ต้องการจะตั้งคำถามความแตกต่างระหว่างการแสดงกับโลกความเป็นจริง? หรือแค่ต้องการนำเสนอวิถีการต่อสู้ดิ้นรนของคนที่แตกต่างกันไป? อย่างไรก็ตาม ฉันชอบการเล่าเรื่องที่ทำให้เห็นการเติบโตของผู้ชายทั้งสองคน ผ่านการต่อสู้และเรียนรู้ระหว่างกัน จากที่ต่างฝ่ายต่างก็กำลังจะหลุดออกจากที่ทางของตัวเอง พระเอกที่กำลังยืนอยู่ปากเหว มาเฟียที่ต้องต่อสู้กับโลกแห่งศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีและหักหลัง พวกเขาได้มีโอกาสเข้าไปเยือนโลกของกันและกัน และผลของมันคือการได้กลับมาที่โลกของตัวเอง ด้วยความรู้ตัวและกล้าที่จะตัดสินใจว่าชีวิตควรเดินไปทางไหนต่อ ฉากประทับใจที่สุดในเรื่องสำหรับฉัน ก็คงจะเป็นฉากที่หนุ่มมาเฟียพูดกับพระเอกว่า ‘ฉันจะแสดงให้นายเห็นการต่อสู้ที่แท้จริง’ มันทั้งเท่และทั้งเศร้า และฉันเข้าใจว่าหลังจากที่พระเอกได้เห็นของจริงที่ว่าแล้ว เขาจะไม่กลับไปเป็นคนเดิมที่เหลาะแหละอีกแน่นอน

 

The Terror Live (2013) – พี่สรยุทธ์

ถัดจาก A Hard Day ก็ขอยกให้ The Terror Live เป็นหนังตื่นเต้นฉี่แทบเล็ดมือเย็นนั่งไม่ติดเก้าอี้ เป็นลำดับต่อมา

ยองฮายุน ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่กำลังดวงตก ถูกปลดไปเป็นดีเจทางคลื่นวิทยุ หากแต่วันหนึ่ง ระหว่างที่กำลังจัดรายการ ก็มีโทรศัพท์จากชายคนหนึ่ง ข่มขู่ว่าจะวางระเบิดสะพาน ตอนแรกฮายุนคิดว่าเป็นโทรศัพท์กลั่นแกล้ง แต่ไม่กี่นาทีถัดมาเขาก็ได้ด้วยตาตัวเองว่าสะพานซึ่งอยู่หลังตึกนั่นเกิดระเบิดขึ้นจริงๆ ความตื่นเต้นเกิดขึ้นหลังจากนี้ เมื่อฮายุนเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าเขาจะใช้วิกฤตินี้ทำให้ตัวเองได้กลับไปนั่งเก้าอี้ผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์อีกครั้ง ด้วยการขอร้องผู้อำนวยการสถานี ให้ตัดเข้ารายงานข่าวพิเศษ ถ่ายทอดสดการเจรจาระหว่างเขา กับมือวางระเบิดที่ว่า

ความเจ๋งของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า ถ่ายมันอยู่ฉากเดียวคือในสตูนั่นแหละ ซึ่งต้องชมคุณพี่ฮาจองวู หรือที่รู้จักอีกชื่อคือพี่สรยุทธ์ของเรื่อง (เดี๊ยนตั้งเอง55555) ที่เล่นดีเหลือเกิน แล้วจากที่ออกฉากตอนแรกมาก็หน้าตี๋ๆ ธรรมดา แต่พอดูไปเรื่อยๆ โอ้โหหหหห คุณพี่คะ คนเราจะเท่ขึ้นได้ภายในเวลาชั่วโมงครึ่งนี่ได้เลยเหรอ ซึ่งเราก็จะได้มองหน้าคุณพี่เขาไปทั้งเรื่องตลอดชั่วโมงครึ่งนี่แหละ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อหรือไม่สนุกใดๆ เพราะหนังมันไม่อนุญาตให้เราคิดถึงอะไรอย่างอื่นนอกจากซีนตรงหน้า รู้ตัวอีกทีเราก็กลั้นหายใจบ่อยขึ้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่บ่อยขึ้น และต้องเช็ดเหงื่อที่มือบ่อยขึ้น ชอบการดำเนินเรื่องที่กระชับ จังหวะของหนังมันเหมาะกับบทของเรื่องที่เป็นการถ่ายทอดสด มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นต่อเนื่อง เรื่องหนึ่งไปสู่เรื่องหนึ่ง แล้วพระเอกก็ต้องดีลกับทุกเหตุการณ์ที่ประดังประเดเข้ามา ชอบที่พระเอกใช้ปากกาจดทุกอย่างลงบนกระดาษ ขีดๆ เขียนๆ แม้ว่าสิ่งที่จดจะไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาอะไรที่เป็นรูปธรรม แต่มันก็เท่และเป็นพร็อพที่เสริมบารมีพี่สรยุทธ์ดี

ฉากที่ชอบคือ ระเบิดที่อยู่ในหูฟัง โอ้โห สารภาพว่าเอามือปิดจอไปหลายวิอะ คือใจบางสุด กับฉากต่อเนื่องหลังจากนั้นคือตอนที่พี่เขาหน้าซีด กล้องโฟกัสขยายความตื่นตระหนกและสิ้นสติของมนุษย์คนหนึ่ง ก็จะขอชมอีกครั้งว่านางเล่นดีมากจริงๆ แม้ว่าพล็อตตอนท้ายของเรื่องจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก ตอนจบก็ออกจะติดน้ำเน่าหน่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำลายความดีงามที่หนังทำมาตลอดเรื่อง และแม้ว่ามันจะไม่ใช่หนังที่ทิ้งแง่คิด ตกผลึกเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่มันก็เป็นหนังที่สามารถแนะนำได้ด้วยแอคติ้งและเทคนิคการตัดต่อ ซึ่งฉันว่ามันก็เจ๋งดีนะ

อ่อ นี่ก็เป็นหนังเกาหลีอีกเรื่องที่่เสียดสีวงการโทรทัศน์ การเมือง และสังคม ดูเหมือนว่าการเสียดสีจะเป็นภาคบังของหนังเกาหลีไปแล้วเลย

Silenced (2011)

The_Crucible-poster

ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่เป็นหนัง Based on true story, คะแนน imdb แตะถึง 8, มีข่าวว่าเพราะหนังเรื่องนี้เลยทำให้คดีความถูกรื้อขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง และใช่ค่ะ, พระเอกคือกงยู

หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนสอนเด็กพิการทางการได้ยิน (พูดไม่ได้/หูหนวก)  คังอินโฮ (กงยู) เป็นครูสอนศิลปะจากโซล เดินทางมาสอนที่เมืองแห่งหมอก คังอินโฮได้พบความผิดปกติหลายอย่างในโรงเรียน ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามากับผ.อ.โรงเรียน ผู้ซึ่งมีฝาแฝดอีกคนเป็นธุรการของโรงเรียน, อินโฮแม้จะเป็นครูแต่ก็ต้องจ่ายเงินสนับสนุนโรงเรียนหลายล้านวอน, ความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเกินเหตุของผ.อ.และตำรวจในท้องที่, รอยฟกช้ำตามตัวและใบหน้าของเด็กนักเรียนชาย, เสียงร้องประหลาดที่ได้ยินจากห้องน้ำหญิงหลังเลิกเรียน และชู้รักของผ.อ.ในห้องซักล้างชั้นใต้ดิน ทุกเหตุการณ์โยงใยไปถึงความจริงที่ว่า โรงเรียนแห่งนี้มีการใช้กำลังทางร่างกายและทางเพศกับเด็ก 3 คน ชาย 1 หญิง 2 อินโฮในตอนแรกดูจะลังเลว่าเขาควรจะเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้หรือไม่ เพราะเขาเองก็มีแม่และลูกสาวที่ต้องเลี้ยงดุู (เมียตายไปแล้ว) หากเขาลงไปเล่นกับเรื่องนี้ ก็หมายความถึงปากท้องของครอบครัวที่ต้องเสี่ยงไปด้วย อย่างไรก็ตาม อินโฮก็ตัดสินใจได้ในที่สุด ฉากใช้กระถางต้นกล้วยไม้ฟาดหัวครูนั่น ถือว่าเป็นฉากที่เท่ที่สุดของกงยูในเรื่องนี้ก็ว่าได้

ความพีกของหนังเรื่องนี้ขอยกให้กับการแสดงของนักแสดงโดยเฉพาะเด็กๆ ที่เล่นกันสมบทบาทมาก จนเราเชื่อว่าน้องๆ เขาพูดไม่ได้จริงๆ เสียงในลำคอเวลาร้องไห้นี่แทบอยากจะปิดลำโพง เพราะมันชวนให้อึดอัดมาก ;_; อีกอย่างหนึ่งที่อยากชมคือการตัดต่อ เพราะแม้ว่าจะไม่ได้มีฉากเลือดสาด ฆ่ากันตายแบบหนังเกาหลีสายโหดเรื่องอื่นๆ แต่จังหวะภาพ เสียง แสงและเงาที่ใช้ มันก็ทำให้เราแทบอยากจะปิดตา ไม่อยากจะเป็นพยานรับรู้ถึงปีศาจที่อยู่ในจิตใจมนุษย์ ดูไปจนค่อนเรื่องก็พอจะเข้าใจเลยว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเรียกกระแสสังคมได้มาก จนถึงขั้นต้องรื้อคดีกันขึ้นมาใหม่ เพราะมันสะเทือนใจและมันทนไม่ได้ที่จะต้องปล่อยให้ความผิดเหล่านั้นหายไปกับกาลเวลา พร้อมกับอนาคตของเด็กๆ ที่ต้องถูกฝังกลบไปแบบนั้นเช่นกัน

ฉากประทับใจ คือ ฉากที่คังอินโฮถือรูปเด็กประท้วงอยู่หน้าศาล ตะโกนชื่อของเด็กคนนั้นซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ฉีดน้ำใส่ ที่อึนๆ ตลอดทั้งเรื่อง ก็มาทำนบแตกมันฉากนี้, อย่างไรก็ตาม ในทางคดีแล้ว ก็อาจจะมีรายละเอียดที่มากกว่านี้และหนังอาจจะไม่ได้ถ่ายทอดออกมา ซึ่งถ้าจะให้ยุติธรรม ก็จะบอกว่าหนังเรื่องนี้จริงทั้งหมดก็คงไม่ได้ แต่อย่างน้อย ฉันว่ามันเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จเรื่องหนึ่ง ทั้งในแง่ศิลป์ของหนัง และจุดประสงค์ของมัน ที่ได้ไปถึงตามที่มันตั้งใจไว้

The Man From Nowhere (2010)- I live for today.

220px-The_Man_from_Nowhere_poster

ข้าพเจ้าขอยกให้วอนบินในเรื่อง The man from nowhere เป็นวอนบินที่เท่เหนือกว่าวอนบินที่ผ่านมาทั้งหมด

หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีพล็อตที่เด็ดดวงอะไรนัก เรียกว่าเป็นหนังฮีโร่เพียวๆ ซึ่งหนังแบบนี้ ความประหลาดของมันคือส่วนใหญ่สร้างออกมาแล้วจะโดนกังขา ว่ามิติเดียวบ้างละ ไม่มีอะไรแปลกใหม่บ้างละ แต่ถ้าหากว่าสร้างให้มันเพียวๆ ได้อย่างดีละก็ มันจะกลายเป็นหนังขึ้นหิ้งไปได้ทันทีเลย ซึ่งเรื่องนี้ มันก็ทำออกได้ดี จนกระทั่งกลายเป็นหนังท็อปของเกาหลี เวลามีจัดอันดับแทบทุกครั้งไป

สิ่งที่ดีงามของเรื่องนี้ คือ ความเท่และเก่งไม่บันยะบันยังของพระเอก เก่งจนแทบไม่ต้องลุ้น คอยลุ้นแค่ว่าฉากนี้พระเอกจะรอดด้วยความคูลแบบไหน ซึ่งแน่นอนว่าฉากบู๊คือจุดขาย แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าการลำดับเรื่องก็ขายได้เหมือนกัน เพราะเล่าเรื่องได้น่าติดตาม ค่อยๆ เปิดเผยความเป็นมาของพระเอก รวมไปถึงความชั่วร้ายของฝั่งตัวโกง แม้ใจจะไม่ชอบหนังที่ขาวจัดดำจัดเท่าไหร่ แต่ก็ต้องสารภาพว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถด่าพระเอกว่าทำเกินไปได้ (แต่พอพระเอกทำไปแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดนะ) ชื่นชมหนังตรงที่จับประเด็นความเหงา เด็กหญิงผู้เป็นคุณค่าของการมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ที่ทำให้สิ่งที่พระเอกทำมาทั้งหมดดูมีเหตุผลขึ้นมา แล้วก็ยังดึงอารมณ์หนังให้ไม่บู๊จนเกินไปนัก

ประโยคที่หลงเหลืออยู่ในใจ และเป็นพ้อยท์ของการกระทำพระเอก ก็น่าจะเป็นประโยคที่ว่า :-

People like you live only for tomorrow. People like you get fucked up by the people living for today. I live for today.

นั่นแหละ ชีวิตแบบหมาจนตรอกมันน่าสมเพชก็จริง แต่อีกด้าน มันกลับเป็นชีวิตที่มีพลังและพุ่งไปข้างหน้า ไม่มีความลังเลสงสัย ทุกอย่างกลายเป็นเหตุผลให้ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่มีทางใดให้เลือกอีก

ฉากที่ให้เต็มสิบ คือ ฉากที่แตชิกตัดผมค่ะ หนุ่มเซอร์กลายร่างเป็นหนุ่มเนี้ยบ คุณคะ นี่วอนบินไง ไม่ใช่คนนี้แล้วจะเป็นใครได้อีก ♡

Only the Brave (2017) – ต้นไม้สองพันปี

พอจะรู้ก่อนดูว่าเป็นหนังที่ Based on true story ที่กระแสค่อนข้างดี (ต้องขอบคุณทวิตเตอร์อีกครั้งที่พาข้าพเจ้าเดินออกมาหาหนังดีๆ) และก็รู้แค่นั้น ไม่ได้ศึกษาก่อนว่าทรูสตอรี่ที่ว่ามันเป็นเรื่องราวอย่างไร นั่นคือเด๋อที่หนึ่ง

เด๋อที่สองคือ พอดูไปสักพัก เอ๊ ไอ้หนุ่มติดยาหัวทองคนนั้นทำไมมันคุ้นจังว้า เหมือนเคยเห็นย้ำๆ ซ้ำๆ ที่ไหนบ่อยๆ ผ่านไปพักหนึ่งก็ ป๊าบ! (เสียงตีเข่าฉาด) พ่อพระเอกตีกลอง Whiplash ของน้อง ไมลส์ เทรลเลอร์ นี่เอง(กี๊ด) และใช่ค่ะ ด้วยหนังเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้ารักเขามากยิ่งขึ้น ฝากบอกเขาทีว่าคุณเป็นคนที่เล่นบทแนวลูซเซอร์ได้เท่เป็นบ้า

กลับมาที่ตัวหนัง บอกตามตรงว่าเพราะความเด๋อจึงไม่รู้ว่าโทนหนังมันจะออกมาแนวนี้ แม้กระทั่งถึงฉากตอนที่เป็นไฮไลท์ผจญภัยครั้งสุดท้ายของเรื่อง ก็ยังจะคิดว่ามันจะมีพล็อตทวิสต์อะไรโผล่มา และตอนที่ดูหนังนี่เองแหละ ถึงได้สะอึกและกล้ำกลืนจุกก้อนโตลงคอ ความรู้สึกอาจจะไม่เทียบเท่า, แต่พอจะจินตนาการได้ว่าตอนที่ทุกคนในชีวิตจริง ได้รับรู้เรื่องราวของเหล่าชายนักผจญเพลิง พวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร

ชอบการเล่าเรื่องของผู้กำกับ อ่านความเห็นบางคนบอกว่ามันเรื่อยเฉื่อยเกินไป แต่ฉันกลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย กลับชอบโทนการเล่าเรื่องแบบพาไปให้เห็น ให้ฟัง ดูว่าพวกเขาทำงาน ใช้ชีวิต และผูกพันกันอย่างไร จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งของหนังที่รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เฮ้ย เพลินอะ เราเพลิดเพลินกับเรื่องของผู้ชายพวกนี้ ครอบครัว เพื่อนพ้องของพวกเขามาก จนแอบคิดว่าหนังยาวไปเลยลูกพี่ น้องดูได้ ฮ่า พอมาคิดดูไอ้เรื่องราวเพลินๆ ที่ดูมาเกือบทั้งเรื่องนี่แหละตัวดีเลย มันสร้างความผูกพันเรากับตัวละครอย่างแรง จนเราอยากอยู่กับพวกเขา อยากเห็นพวกเขาแบบนี้ตลอดไป

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบมากคือฉากไฟป่า อลังการเว่อ ดูหนังจอใหญ่ๆ แล้วเหมือนจะโดนเผาไปด้วย เวลาเห็นอะไรแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกว่าธรรมชาติมันยิ่งใหญ่ อันตราย แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกควบคู่ไปด้วยว่า เฮ้ย มนุษย์มันตัวเล็กก็จริง แต่มันก็มีวิธีจัดการ มันก็สู้ของมันได้ มันจะชนะหรือแพ้ก็ตามแต่ แต่มันก็มีวิถีทางของมันที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี่เหมือนกัน ยิ่งตอนฉากทำแนวกันไฟล้อมต้นไม้สองพันปี ตอนที่ไฟดับพรึ่บ นี่แทบอยากจะชูแท่งไฟให้เหล่าอปป้าเครื่องแบบสีเหลืองมอมแมมพวกนี้จริง ฮึก ผู้ชายตั้งใจทำงานยังไงก็เท่เสมอเลยนะคะ

ฉากที่ชอบของหนังเรื่องนี้: ชอบฉากสนทนาของเหล่าอปป้า คือมันเรียล มันกากตามสไตล์ผู้ชายตั้ง 20 คนที่ต้องมาอยู่ด้วยกัน, ฉากที่น้องโดนัทอุ้มลูกที่ไข้ขึ้นไปหาเพื่อนให้เมียเพื่อนช่วยดู น่ารักน่าเอ็นดู ไฟป่าไม่น่ากลัวเท่าลูกที่ไข้ขึ้นเนอะ, ฉากที่หัวหน้ากลับมาขอเมียคืนดี ‘I’m yours’ งื้อ คนแก่เขาง้อกันแบบนี้สินะคะ, ฉากตอนน้องโดนัทฟังเสียงโต้ตอบจากวิทยุสื่อสาร, ฉากตอนทุกคนกางถุงกันไฟ บทสนทนาก่อนจะเข้าไปหลบในนั้น, ฉากภาพมุมสูงหลังไฟดับลง เห็นกลุ่มเถ้าถ่านเป็นภาพคุ้นตาอันเจ็บปวด, ฉากตอนน้องโดนัทเดินเข้าไปในโรงยิม, แล้วก็ฉากสุดท้ายที่ต้นไม้สองพันปี — ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์และหลักฐานพยานของการมีชีวิตอยู่ที่งดงามที่สุด

ฉันดูหนังน้อยในปีนี้ แต่ก็ขอถือโอกาสยกให้เป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบปีที่ได้ดู และก็ยกให้เป็นหนังอันดับต้นๆ ในดวงใจไปเลย อาจจะมีหนังหลายเรื่องที่ทำให้ต้องปาดน้ำตาก่อนเดินออกจากโรง แต่เข้าใจว่าไม่บ่อยนักที่จะเป็นการปาดน้ำตาด้วยความรู้สึกคิดถึงและขอบคุณแบบนี้ อิมแพคของมันทำให้ฉันร้องไห้ไปอีกสักพักตอนกลับมาถึงห้อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกอยากใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ อยากทำในสิ่งที่ทำตัวเองทำได้ให้ดีกว่านี้

A Hard Day (2014)-อะไรกันนักกันหนา

a-hard-day-2014

เพิ่งได้ดูหนังของผู้กำกับคิมซองฮุนก็ครั้งแรก (เห็นเขาว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของแก ส่วนเรื่องแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก อือ ก็คงถูกแล้วที่เพิ่งได้ดู) ความประทับใจคือมันช่าง Hard Day แบบ Literally และคุมโทนความเป็นหนังแอคชั่นตลอดทั้งเรื่องได้ดีมากๆ เพราะเริ่มต้นมาก็ไม่ได้ปูเรื่องเยิ่นเย้ออะไรเลย แค่ไม่กี่นาทีอีตาพระเอก (เป็นตำรวจ) ก็ขับรถชนคนตายซะแล้ว ซึ่งดันเป็นวันที่หน่วยสืบสวนทุจริตตำรวจเข้ามาตรวจเรื่องสินบนที่สถานีฯของพระเอก (คือนางกับพวกรับสินบน..) และเป็นวันที่พระเอกต้องรีบกลับไปจัดงานศพให้แม่ตัวเอง เพราะแม่เพิ่งเสีย.. นี่คือเรื่องของคนถึงคราวซวยโดยแท้ และแน่นอน เพราะมันคือวันแห่งความฉิบหาย เรื่องราวหลังจากนั้นก็แทบไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่พระเอกจะได้พัก ‘มันจะอะไรกันนักกันหนา’ จำได้ว่าพระเอกพูดประโยคทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสามรอบ ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่ใช่แค่พระเอกหรอกที่พูด คนดูอยู่หน้าจอก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำฉากบู๊ได้มันหยด โดยเฉพาะช่วงผ่านเทิร์นนิ่งพ้อยท์ที่นายตำรวจปาร์คชางมินปรากฎตัว อันที่จริงพระเอกกับนายตำรวจปาร์คนี่ก็เหมาะมือกันมากทีเดียว คนจะฆ่ากันมันก็เหมือนคนจะเล่นเลิฟซีนนั่นแหละ ต้องเคมีตรงกันประมาณหนึ่ง แล้วก็ยังเป็นหนังที่สามารถอยู่ในลิสต์พล็อตทวิสต์ได้สบายๆ อาจจะไม่ได้หักคว่ำเรื่องอะไร แต่ก็มีฉากให้ได้ประหลาดใจ เอ๊ะยังไงต่อโผล่มาเป็นระยะๆ แม้ว่ารวมแล้วจะเป็นหนังแอคชั่นลุ้นๆ แต่ก็มีฉากสะเทือนใจทิ้งไว้ให้นึกถึงอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นฉากบนรถริมตึกฉากนั้น สะเทือนใจมากจนต้องร้องไอ้เหี้ยออกมา หรือว่าจะเป็นฉากเอาปืนจ่อหัวต่อเนื่องไปจนจบฉากริมสันเขื่อน รูปลูกสาวสั่นๆที่ปรากฎออกมาแทบทุกฉากที่ตาพระเอกวิ่งออกไปนอกรถ เหมือนจะคอยย้ำเตือนถึงเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องสู้ แม้ฉันจะอยากให้มันจบๆไป (อีตาพระเอกก็จะยอมหลายทีแล้วเหอะ) แต่โดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉันก็อยู่ข้างเขา อยากให้เขาสู้ อยากให้เขารอด ฮาร์ดเดย์นี้จะต้องไม่สูญเปล่า นายและฉันจะต้องไม่เหนื่อยฟรี

อ้อ นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่เล่นด้านไม่สุจริตของตำรวจเกาหลี กำลังคิดว่าถ้าเป็นหนังไทยจะสร้างได้ขนาดนี้รึเปล่า (ตำรวจอาจจะได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นวงการใกล้ๆกันนี่ไม่ได้แน่..) แล้วก็ เป็นหนังที่ตอนดูก็สนุก ตอนย้อนนึกถึงก็ยิ่งสนุก เขียนๆไปนี่ก็รู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมามากกว่าเดิม หนังที่น่าประทับใจบางทีก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งปมดราม่าเสมอไป บางเรื่องเราก็รักมันได้ด้วยความลุ้นบ้านแตกของมันนั่นแหละ

The Wailing (2016)ー ปีศาจ

The Wailing (2016)

นาฮงจิน คือผู้กำกับชื่อดังที่เคยกำกับหนังในตำนานอย่างเรื่อง The Chaser (2008) หนังชิ้นแรกๆที่ชักชวนฉันเข้าสู่โลก K-thriller และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ผู้กำกับฝีมือฉกาจฉกรรจ์คนนี้ก็ได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงอีกครั้ง กับเรื่อง The Wailing-แปลเป็นไทยตรงตัวว่า เสียงร้องแหลมยาว

เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เกิดโรคแพร่ระบาดในหมู่บ้าน โดยคนที่ติดเชื้อจะมีอาการเป็นตุ่มหนอง สติฟั่นเฟือน  และจบด้วยการก่ออาชญากรรมฆ่าคนในครอบครัว นายตำรวจจงกูซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสืบครั้งนี้ก็สืบคดีไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้เก่งกาจหรือมีประโยชน์มากมายแต่อย่างใด หากแต่วันหนึ่ง เขาได้คุยกับเพื่อนถึงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับชายชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายเขา บ้างก็ว่ามีคนเห็นเขาใส่ผ้าเตี่ยวอยู่กลางป่า กำลังกินซากเนื้อสัตว์ตายบ้าง ลอบทำร้ายคนบ้าง จนเป็นที่กังวลใจกันไปทั่วว่าเรื่องราวร้ายๆในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวพันกับชายผู้นี้

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อนายตำรวจจงกูต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาดเข้ากับตัวเอง เมื่อลูกสาวคนเดียวของเขาได้เปลี่ยนไป จากเด็กสาวผู้ร่าเริงกลับกลายเป็นก้าวร้าว หยาบคาย และเกิดตุ่มหนอง อาการคล้ายกับโรคที่ระบาดอยู่ เขาจึงต้องสืบค้นสาเหตุของโรคดังกล่าวโดยพุ่งความสงสัยไปที่ชายชาวญี่ปุ่น ส่วนทางครอบครัวเมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีอาการประหลาดคล้ายผีสิง จึงไปตามหมอผีนายหนึ่งให้มาช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายในบ้าน อีกด้านหนึ่ง จงกูก็ได้พบกับหญิงสาวสวมชุดขาวท่าทางสติไม่ดีที่พูดเตือนเขาเกี่ยวกับเรื่องชายชาวญี่ปุ่น เรื่องราวหลังจากนั้น ควรเรียกว่าเป็นการผจญภัยของจงกูก็ย่อมได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับความพรั่นพรึง ความกลัว ความแปลกประหลาด และความไม่รู้ ผีร้ายที่กำลังทำลายครอบครัวของเขา เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเลือกเชื่อเพียงทางใดทางหนึ่ง เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนรักษาไว้หรือทำลายครอบครัวตัวเองลง

ตอนอ่านเรื่องย่อว่าเกี่ยวกับผี อันที่จริงฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะ ‘ผี’ ได้ขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นคนไทยที่เกิดมากับสังคมแห่งผี แต่ฉันกลับไม่รู้สึกชาชินกับผีหรืออะไรก็ตามในหนังเรื่องนี้แม้แต่เล็กน้อย ด้วยความที่มันไม่ใช่แค่ผีแฮ่ๆ ตามแบบฉบับผีทั่วไป แต่มันเป็นบรรยากาศของความเยือกเย็น แปลกประหลาด คล้ายๆกับบรรยากาศของหมู่บ้านที่ว่ากันว่ามีปอบ ความลึกลับที่บวกเข้ากับบรรยากาศของวัฒนธรรมท้องถิ่น การบูชายันต์ ไสยศาสตร์ การทรงเจ้าเข้าผี แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้กลัวแบบสะดุ้งแต่ก็เป็นบรรยากาศความกลัวแบบมือเย็นเฉียบ เหงื่อออกกลางหลัง ความกดดันซึ่งเกิดจากความไม่รู้และลังเลใจ ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด และ ‘สิ่งนั้น’ แท้จริงแล้วคืออะไร ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ด้วยความที่ฉันอาจจะดูหนังมาน้อยก็เป็นได้, แต่นี่เป็นหนัง’ผี’เรื่องแรกที่ฉันเพิ่งได้มีโอกาสดู และพบว่ามันไม่เหมือนกับเรื่องไหนเลยจริงๆ

ปกติแล้ว ฉันจะต้องเลือกฉากที่ประทับใจมาบันทึกไว้สักฉากสองฉาก แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉันกลับพบว่าไม่อาจเลือกฉากที่สามารถเอามาเขียนบันทึกไว้ได้ จะว่าอย่างไรดี แค่นึกภาพตามแล้วต้องเขียนบรรยาย ก็ให้ฟีลประหนึ่งต้องไปยืนอยู่หน้ากระท่อมกลางป่าแล้ว (เหงื่อซึม) ฉากที่ประทับใจ เอ่อ จริงๆอาจต้องเรียกว่าฝังใจมันก็มีอยู่ อย่างฉากเล็บงอก (กรี๊ด) หรือฉากไก่ขันครั้งที่สอง (เอามือตบหน้าผาก) แต่ถ้าจะให้เลือกที่ประทับใจจริงๆก็อาจจะเป็นฉากอย่างตอนที่จงกูพูดกับลูกสาวว่าพ่อเป็นตำรวจ หรือไม่ก็ฉากที่ฉายไปยังกับดักแห้งเหี่ยวที่ถูกแขวนไว้หน้าบ้าน ผู้กำกับนาฮงจินเขาคงถนัดงานแบบนี้ งานทิ้งก้อนหน่วงไว้ให้คนดู งานทิ้งคำถามร้อยแปด งานความห่วยแตกของผู้ชายที่ต้องเป็นที่พึ่งให้ครอบครัวหรือหญิงสาว และงานของเขาก็สัมพันธ์กับความเป็นจริงเสมอ ความเป็นจริงที่ว่าเราล้วนผิดพลาดและสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขาแค่สร้างงานตอกย้ำสิ่งนั้นเท่านั้นเอง