The Sixth Sense (1999)-ต้นตระกูลของลูกหลาน

sixth_sense_ver1

(ภาพ : http://www.impawards.com/1999/sixth_sense_ver1.html)

อีกเพียงแค่ 3 ปี หนังในตำนานเรื่องนี้ก็จะอายุครบ 20

เอาน่ะ อย่างน้อยก็ได้หยิบขึ้นมาดูเป็นบุญตาบุญความรู้สึก ถึงจะช้าไปเสียหน่อยก็เถอะ

ด้วยความที่เป็นหนังที่ได้ขึ้นชื่อว่า ‘พล็อตพลิก’ ติดมันซะทุกการจัดอันดับไป ก็เลยค่อนข้างตั้งความหวังไว้มากเหมือนกันว่า เอาให้จริงนะ เอาให้ตกเก้าอี้เลยนะ

แล้วก็ได้ตกสมดั่งหวังจริงๆ

การโดนพล็อตเตะสกัดขาแบบนี้ก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน- หนึ่งคืออยู่มาเป็นยี่สิบปีโดยที่รอดพ้นการสปอยล์ได้อย่างไร สองคือแล้วเอ็งไปตายใจอีท่าไหนให้เขาเตะสกัดขาได้

ไล่อ่านคอมเมนต์ในพันทิป มีไม่น้อยที่-ผมรู้อยู่แต่แรกแล้วครับ ไม่เห็นสนุกเลย- เออ ก็เข้าใจนะถ้าเขาจะอ่านเรื่องออก แต่ถ้าให้เดา, ขอวางพนันข้างที่ว่า คนผู้นั้นจะต้องไม่ได้ดูเรื่องนี้เมื่อตอนปีที่มันฉาย หรือในช่วงเวลา 2-3 ปีหลังจากนั้นแน่

ทุกวันนี้ ด้วยความที่ใคร่เสพนิยายแนวสืบสวนสอบสวน มิสทรี่ทั้งหลาย พอมานั่งนึกย้อนดูแล้วก็พบว่ามีนิยาย/หนังจำนวนมากที่ใช้พล็อตเรื่องคล้ายๆแนว The sixth sense

เพราะฉะนั้น ความจริงแล้วถ้าคนยุคนี้ดูแล้วอ่านเรื่องได้ก็ไม่แปลก เพราะพวกเขาเคยผ่านมันมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขาผ่านมา จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นลูกหลานของหนังเรื่องนี้

และเอาเข้าจริง คนยุคนี้ที่อ่านไม่ออกต่างหาก ที่น่าจะพิจารณาตัวเอง

แบบฉันนี่

สิ่งที่จะทำให้หนังแนวมิสทรี่เป็นที่กล่าวขานถึงตลอดไป นอกจากพล็อตที่เตะขาเก้าอี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือนักแสดง การบ่มเพาะอารมณ์ความรู้สึก หรือจะเป็นสาส์นที่ทิ้งดิ่งไว้ในใจคนดู

ที่หนังเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขานถึงจนทุกวันนี้ ก็คงเพราะไม่ขาดไปสักองค์ประกอบที่ว่า

สีหน้าของ Cole- เด็กน้อยผู้มีสัมผัสพิเศษ ในช่วงยามที่เล่าความทุกข์ทนที่ต้องแบกรับ น้ำตาเอ่อล้น ที่เห็นแล้วอยากจะเข้าไปกอดปลอบให้หายสั่นเทา หรือจะเป็นสีหน้าของด็อกเตอร์ Malcolm-คุณหมอผู้แสนดี ในช่วงยามที่ทอดสายตามองภรรยาที่รักหลับใหล

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ชวนให้ผวาอยู่เป็นระยะๆ (คือผีไม่ได้น่ากลัวแต่พี่มาแบบเย็นเหลือเกิน) ชวนให้สงสัยและตั้งแง่คอยดูว่าจะจบแบบไหน กลับเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกได้รับการปลอบประโลมใจไปเสียได้

ความอบอุ่นใจเมื่อการแชร์ความทุกข์ซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งการคลายทุกข์และการช่วยเหลือชีวิตของอีกฝ่าย

ความงดงามของการพลัดพรากและเอ่ยคำลาโดยไม่ติดค้าง

เพราะหนังที่จะถูกยกย่องให้คลาสสิคได้ มันไม่ใช่แค่ทริก

แต่มันต้องฝังบางอย่างไว้ในใจคนแบบนี้ได้ด้วย

ต่อไปถ้าได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ภาพที่ผุดขึ้นมาคงจะเป็นสองแม่ลูกที่กอดกันในรถ กับภาพสองสามีภรรยาที่ยิ้มให้กันในห้องนั่งเล่น

สัมผัสที่หกซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี หรืออาจจะไม่มีใครในโลกนี้ที่มีเลยก็เป็นได้

แต่หากว่าจะมี ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นคงไม่ได้ทำให้คนผู้นั้นพิเศษขึ้น

เพราะสุดท้าย เราก็ต้องใช้สัมผัสที่เพิ่มขึ้นมานั้นเพื่อการดำรงอยู่บางอย่าง การดำรงอยู่ที่เป็นศูนย์กลาง การดำรงอยู่ที่เป็นมาและจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

ไม่ว่าคนจะมีสัมผัสที่เท่าไหร่เพิ่มขึ้นก็ตาม

Advertisements

Memento (2000) สาระของมนุษย์

Memento_poster

เมื่อโนแลนไปแล้ว ก็ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องโนแลนต่อ

ในบรรดาหนังเจ๋งรุ่นใหม่ๆทั้งหลายของพี่แก ถ้าลองกดเข้าไปอ่านตามเพจวิจารณ์หรือบอร์ดสปอยล์ต่างๆ ท่ามกลางความเห็นร้อยพันนั้น ต้องมีคำว่า ‘MEMENTO’ ปะปนอยู่ด้วยเสมอ

‘สำหรับผมยังไงที่หนึ่งในใจก็ยังเป็น memento’

‘เรื่องนี้ว่ายากแล้ว แต่ยังง่ายครับถ้าเทียบกับ memento’

‘เคยดู memento มั้ยครับ ถ้ายังไปดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน’

ฯลฯ

อะไรมันจะขนาดนั้น

เอาเข้าจริง หนังมันไม่ได้ดูยากขนาดนั้น ในแง่ของเนื้อหา ถ้าเทียบกันแล้วอินเซปชั่นมีความ-ดูแล้วปวดกบาลมากกว่าอยู่หลายขุม

แต่ที่พิเศษและ-เชี่ยแม่งเท่ฉิบหาย คือวิธีการเล่าเรื่องที่พลิกทุกความคุ้นเคย เหมือนบ้านโดนรื้อกระเบื้อง เหมือนกวักมือเรียกคนทำหนังให้มามุงแล้วประกาศใส่ไมค์ว่า หนังมันทำแบบนี้ได้นะพวกเอ็ง

ปกติแล้วเทคนิคการเล่าย้อนอดีตจะใช้การเล่าเรื่องปัจจุบัน แล้วมีบางฉากบางตอนที่ย้อนกลับไปหาอดีต นั่นคือปกติ แต่กับเรื่องนี้คือมันเล่า ‘ย้อน’ อดีตแบบความหมายตามตัวอักษร คือจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ค่อยๆไล่ไต่ขึ้นไปหาจุดเริ่มต้น

ถ้าชุดเหตุการณ์ตามเวลามี 1 ถึง 10 เรื่องนี้ก็จะเล่าย้อนแบบเหตุการณ์ชุด 10-9-8…ไปจนเจอ 2

แล้วเพิ่มความแพรวพราวเข้าไปหน่อย ด้วยการเล่าเหตุการณ์ชุด 1 แบบเรียงลำดับเวลาปกติ แทรกเข้าไประหว่างที่กำลังเล่าเรื่องย้อน 10 ถึง 2 นั่น

ให้เห็นภาพชัดๆก็คือเป็นการเล่าแบบ 10-1-9-1-8-1-7-1-6-1-5-1-4-1-3-1-2-1

 โอ้โห หนังบ้าอะไรเนี่ย

เพราะฉะนั้น การดูหนังเรื่องนี้อาจจะต้องอาศัยความจำและสติมากเสียหน่อย เพราะด้วยความที่สมองมนุษย์อย่างเราคุ้นเคยกับเหตุการณ์ตามลำดับก่อนหลัง พอเรื่องเล่าย้อนจากหลังไปก่อน เลยต้องอาศัยการจำเป็นท่อนๆ แล้วค่อยมาร้อยเรียงลำดับในหัวใหม่ เปรียบคล้ายกับว่าหนังให้จิ๊กซอมา แล้วเราต้องมาเรียงเอง

นี่ ไม่เท่ฉิบหายแล้วจะให้เรียกอะไร

ก็คงไม่ใช่ว่าอยากจะขายเทคนิคเพียงอย่างเดียว ถึงได้ทำหนังพลิกตำราแบบนี้ออกมา

หากแต่ เข้าใจว่าการเล่าเรื่องแบบ-รื้อกระเบื้องแบบนี้ ในทางกลับกัน, กลับเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตัวหนังมากยิ่งขึ้น

โลกของเลโอนาร์ด-พระเอกของเรื่อง ที่มีความทรงจำผิดเพี้ยน จำเรื่องราว ณ ปัจจุบันได้เพียงไม่นานทุกอย่างก็หลุดหาย สิ่งที่เขาพบเจอและจดจำได้ในนาทีนี้ อีกไม่กี่นาทีจะกลายเป็นสิ่งที่เขา-เพิ่งเคยเจอครั้งแรก

ชีวิตที่ไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ ไม่รู้ลำดับเวลา ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เป็นจุดไหนของการกระทำที่ผ่านมา โลกที่เขารู้ว่าเขาจะทำอะไร แต่เขาไม่อาจรู้ได้ว่าที่สุดแล้ว เขาทำมันไปแล้วหรือยัง

ช่วงเปิดหนังที่เริ่มด้วยเหตุการณ์ที่ 10 การที่ต้องดูไปพลางรู้สึกไปพลางว่า-นี่มันเรื่องห่าเหวอะไรวะ ความไม่อาจเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ความหลักลอย ไม่สามารถมั่นใจในอะไรสักอย่าง ความรู้สึกแบบนั้นแหละมั้ง -ด้วยการที่เล่าเรื่องย้อนหลังแบบนี้- ที่ทำให้พอจะจินตนาการได้ว่าโลกและชีวิตทั้งหมดของเลโอนาร์ดเป็นอย่างไร

ทุกครั้งที่เห็นเลโอนาร์ดหาปากกากับกระดาษขึ้นมาจด หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย หยิบรูปขึ้นมาเตือนความทรงจำ หรืจะเป็นการอ่านรอยสักเปรอะประตามเนื้อตัวที่สร้างไว้เตือนความจำ มันช่างสะเทือนใจสิ้นดี

การอยู่โดยไม่มีความทรงจำ จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเป็นโลกที่ทุกคนไร้ความทรงจำเหมือนกันทั้งหมด

หากแต่การต้องกลวงเปล่าอยู่ในโลกที่จำเป็นต้องถมให้เต็ม

มันอาจกระเทือนหนักไปถึงขั้นสูญสิ้นความหมายของการมีชีวิตอยู่

เลโอนาร์ดย้ำบ่อยซ้ำไปซ้ำมาราวกับท่องบทสวดมนต์ว่าความทรงจำของคนเราเชื่อถือไม่ได้

มันปรุงแต่ง บิดเบือน ทับซ้อน เรื่องจริงกับเรื่องแต่งผสมกันจนแยกไม่ออก

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ trust his weakness

เราให้ค่าความจริง เราวิ่งหามันตลอดเวลา เพื่อที่จะพบว่า ความจริงไม่ได้มีห่าอะไรที่สลักสำคัญเลยเมื่อเทียบกับความทรงจำที่บ่มเพาะตัวเรา

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้พบข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์อย่างนึงคือระบบความคิดเราทั้งหมด การยึดลำดับเวลา การมีจุดเริ่มต้นสิ้นสุด

ผิดเพี้ยนไปเสียหน่อยจักรวาลก็เปลี่ยนไปทั้งมวล

เรากินความทรงจำ แต่ความทรงจำก็กินเราด้วย

สาระของมนุษย์อาจจะมีแค่นั้นก็ได้ ใครจะรู้

(credit: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/c/c7/Memento_poster.jpg)

Tablo (Feat. Bumkey) – From The Bottom (밑바닥에서)

pop!gasa - kpop translation lyrics

* Oh, even if all the tears of the world
Are welled up in my small eyes
I wish I could shed your tears as well

You just had to meet me when I was at rock bottom
Whenever you smile, my heart aches
To me, everything is guilt
Is that a half-smile?
Is that a smile that did not fully bloom because it doesn’t know a different world?
You say you’re alright but I guess I can only give you the state of being alright
Because I hated to show you this small and embarrassing empty hand,
Like a fool, I make your extended hand, an empty hand too
Earlier, maybe later – why couldn’t we have met when there was good news?
You could’ve rested under the sunlight in a green forest
But you, who walks with me in the rain under my rain cloud,
My love, an…

View original post 220 more words