SING STREET (2016)- สิ่งที่ช่วยเหลือชีวิต

sing-street-poster.jpeg

(ภาพ: http://www.indiewire.com/2016/01/once-director-john-carney-finds-the-music-again-in-exclusive-sing-street-poster-32434)

ก้าวเท้าเข้าโรงหนังในรอบกว่าเก้าเดือน

ถ้าเป็นคนท้องลูกก็คลอดพอดี ฮ่า

หนังที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะดู หนังที่พอดิบพอดีกับเวลาที่ว่าง วันอาทิตย์ที่ไม่มีงานแบบวันนี้

เพิ่งมาสะกิดใจหลังจากหนังขึ้นเครดิตว่า นี่มันผู้กำกับเดียวกับ Begin again รึเปล่า เพราะกลิ่นอายคล้ายคลึงกันเหลือเกิน

แล้วก็พบว่า เยส, ตามนั้น

สไตล์ของหนังที่ไม่ได้มีโครงเรื่องซับซ้อนอะไร ชีวิตที่ช่วยเหลือดนตรี ดนตรีที่ช่วยเหลือชีวิต ความทุกข์ความสุขที่ เกลี่ยๆกันไป ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

จำได้ว่าตอน Begin again ไม่ได้ประทับใจกับตัวหนังในแง่พล็อตอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงความอิ่มเอมใจ ช่วงขณะเวลาแห่งความมหัศจรรย์สองชั่วโมงในโรงหนัง ก็จำได้แม่นยำว่าคุ้มค่ามาก

แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้มแล้ว– อะไรประมาณนี้

กับเรื่องนี้- Sing street ก็เช่นกัน, หนังไม่ได้มีโครงเรื่องที่แปลกใหม่หรือหวือหวาอะไร สามารถพบเห็นเรื่องราวของวัยรุ่นแบบนี้ได้ตามหนัง ละครหรือนิยายทั่วไป

หากแต่, แต่ไหนแต่ไรมา และก็คงรวมถึงจากนี้ต่อไป งานวัยรุ่นที่ว่าทั่วไปนั่นก็เป็นงานที่ขายได้เสมอ

ถ้าจะใช้คำว่า ‘แมส’ ก็คงได้ ถึงความหมายมันจะค่อนๆไปทางลบซะนิดหน่อย

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็หมายความว่ามันเป็นเรื่องราวที่ผู้คนจำนวนมาก มีความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมกัน

ชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความสับสน ไม่คิดถึงอดีต ใฝ่หาแต่อนาคตที่ไม่อาจคาดเดา วันวัยที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการบ่มเพาะและแต่งเติมความเจ็บปวด สภาวะกึ่งกลางระหว่างเด็กไม่รู้ประสากับผู้ใหญ่ไร้พลัง ช่วงเวลาแห่งการทำลายกฎเกณฑ์และสร้างสรรค์โลกใบใหม่ของตัวเอง

และแน่นอน, ความรักและความฝัน ที่ไม่มีวันวัยไหนจะเข้มข้นได้เท่าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อีกแล้ว

มันน่าขบขันแต่มันก็กล้าหาญ ตัวตนแบบนั้นที่ไม่ว่าใครก็มีมันอยู่ ฝังอยู่ที่ไหนสักแห่งในความทรงจำ

ที่หนังวัยรุ่นมันขายได้เสมอมาและคงจะตลอดไปก็เพราะแบบนี้ เพราะความขี้ขลาดและความโหยหาพลังชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งต้องโหยหาจากที่ไหน แต่อยู่ในซอกหลืบสักมุมของตัวเอง-ของทุกผู้คน

เชื่อว่าการไปดูหนังวัยรุ่น ครึ่งหนึ่งเราอินไปกับตัวละคร

แต่อีกครึ่งหนึ่ง- หรืออาจจะเป็นสัดส่วนที่มากกว่านั้น เราอินกับไปวันวัยและตัวตนที่ถูกซ่อนอยู่ในชีวิตอันสับปะรังเคของเราเอง

พูดถึงหนังเพลง ที่จะขาดไปไม่ได้เด็ดขาดก็ต้องเป็นเรื่องเพลง

อย่างที่บอกไปบรรทัดก่อนว่า แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้มแล้ว- นั่นแหละ ตามนั้น

เพลงในเรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นช่วงยุค 80s ร็อคแอนด์โรลอีสอะริสค์– พี่ชายสุดเท่เขาพูดไว้แบบนั้น

เสียดายกับเรื่องนี้นิดหน่อยตรงที่มีเพลงดีงามอยู่มากมาย แต่ตอนท้ายเรื่องกลับไม่ได้ใช้เพลงสร้างพลังให้กับเรื่องแบบสูตรความประทับใจที่ควรจะเป็น มันเลยจบแบบอ่อนๆไปหน่อย

แต่ถ้ามองในแง่ของการไม่สร้างตามสูตรสำเร็จหนังเพลง- ก็เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ดี

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ชีวิตแบบโรลเดอะไดซ์ ออกเท่าไหร่ใครจะรู้ มีเท่าไหร่ใส่เท่านั้น ผลออกมาค่อยว่ากัน ชีวิตเสี่ยงทายไขว่คว้าโอกาสแบบนั้น จะว่าไปฉันก็หลงใหลมันไม่น้อยเลยละ

หนังจบ เดินออกจากโรง เดินตรงไปร้านซีดีสอยซาวแทร็กมาทันที

งานดีระดับนั้น

ความจริงแล้ว ชีวิตช่วงนี้ฉันมีความทุกข์นิดหน่อย

เหมือนมีหมอกหนาบางอย่างบดบัง ช่วงเวลาที่ความคิดเป็นสิ่งมีน้ำหนัก กดทับทุกพลัง ทุกการกระทำแห่งการดำเนินชีวิต

การก้าวเท้าเข้าโรงเพื่อดูหนังเรื่องนี้ กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตได้มากเหลือเกิน

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้ เหมือนกำลังอยู่ในหลุมที่เอาแต่ขุดตัวเองให้ลึกลงไปเรื่อยๆ, คนที่คว้ามือฉุดดึงขึ้นมา ก็คงจะเป็นผู้คนและดนตรีของหนังเรื่องนี้

แล้วก็ไม่แน่ว่าอีกมือหนึ่งนั่น อาจจะเป็นตัวตนอันกล้าหาญที่หลับใหลอยู่ในบางซอกมุมของฉันเอง- ก็เป็นได้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s