End of and Era – บันทึกในวันสิ้นสุดยุคสมัย

เป็นตอนเย็นวันที่ 13 ตุลาคม เย็นวันหนึ่งหลังกลับจากทำงาน

การตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อมาสองสามวัน ทำให้ร่างกายตึงเครียด จิตใจไม่สงบอยู่บ้าง และโดยสัตย์จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็พาลให้ได้ทำใจไว้แล้วประมาณหนึ่ง

หากแต่วินาทีที่เปิดจอมือถือ ไทม์ไลน์ในทวิตเตอร์ปรากฏข้อความที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ฉับพลันมือก็สั่น เลือดที่หัวเหมือนจะไหลไปรวมที่เท้าหมด

การซื้อของอยู่ในเซเว่นด้วยสภาพการณ์แบบนั้น ฉันเก็บมือถือ ไว้ก่อน ตอนนี้ซื้อของก่อน บอกตัวเองแล้วก็เดินซื้อของต่อ จ่ายตังที่เคาน์เตอร์ ทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติที่สุด

 ซื้อของเสร็จรีบจ้ำกลับห้อง ส่วนตอนนี้ต้องถึงห้องให้เร็วที่สุด กดตัวเลขในลิฟต์ย้ำๆ เหมือนมือจะยังสั่นอยู่

ไขกุญแจ เปิดไฟ วางของ ทิ้งทุกอย่าง แล้วรีบเปิดทีวี-ที่ปกติแล้วเดือนนึงจะเปิดสักสองสามหน

หน้าจอปรากฎผู้ประกาศข่าวชายสวมสูทดำสนิท ฉากหลังเป็นสีดำ ถ้อยความที่เขาประกาศเนิบช้า ชัด ตอกย้ำเข้าโสตประสาท หากแต่เหมือนร่างกายจะยังไม่อาจเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้ดีนัก เลยหยิบมือถือที่ถูกยัดลงในกระเป๋า เปิดจอขึ้นมาดูประกาศที่เมื่อกี้เพิ่งสะบัดหน้าหนีจากมัน เปิดอ่านอีกครั้ง อ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมา ให้หูได้ยินเสียง ให้ตาได้เห็นข้อความ

โอ.. เข้าใจแล้ว

มือหายสั่น เลือดที่เหมือนจะไหลไปรวมอยู่ที่เท้ากลับคืนมายังร่างกายทุกส่วน สมองรับรู้ข้อความตามความหมาย

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

เคยมีคำถามหนึ่งใน ask fm ถามประมาณว่าคุณรักประเทศของคุณมั้ย จำได้ว่าตัวเองตอบไปว่า ‘เรียกว่าผูกพันดีกว่า’

ตามคำตอบนั้น, ฉันไม่รู้จริงๆว่าความรู้สึกของฉันมันจะเรียกว่ารักได้ยังไง เพราะถ้าดูจากคนที่เขาบอกว่ารัก ฉันก็ดูจะต่างจากพวกเขาเสียเหลือเกิน

ผูกพัน- ใช่, ไม่มีคำไหนเหมาะสมและถ่ายทอดความหมายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และไม่ว่าฉันจะมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร ฉันก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นตัวของตัวเอง ที่เกิดจากการหล่อหลอมของที่แห่งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

ฉะนั้น กับการที่ที่แห่งนี้ ได้สูญเสียบุคคลผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางไป ความรู้สึกใจหายและว่างโหวงที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่สมควรเกิดและเป็นไปตามธรรมชาติอย่างที่สุด

ตลอดชีวิตยี่สิบหกปี การมีในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่นั้น เป็นเรื่องปกติและธรรมดา หมายความว่า การมีอยู่ของพระองค์ เป็นข้อเท็จจริงเหมือนกับที่พระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า ตกทุกเย็น เหมือนกับที่ฤดูกาลหมุนเปลี่ยนให้หนึ่งปีมีสามฤดู

ดำเนินผ่านห้วงกาลเวลามายาวนาน จนกลายเป็นความปรกติธรรมดาเช่นนั้น

ด้วยเหตุนั้นในเช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าที่นี่ไม่มีพระองค์อยู่ มันจึงแปลกแปร่งและไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

พระอาทิตย์ยังขึ้นอยู่เหมือนทุกเช้า ฝนยังตกลงมาสมกับฤดูกาลที่มันควรจะเป็น

แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม

ความรู้สึกของผู้คนในที่แห่งนี้ที่มีต่อพระองค์อาจจะต่างกันไป บางคนนับถือเป็นเทวดา บางคนนับถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ หลายคนนับถือเป็นพ่อ

แต่สำหรับฉัน, ฉันนับถือพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเป็น หมายความว่าในฐานะกษัตริย์ ในฐานะคนคนหนึ่งผู้ซึ่งตอบสนองต่อหน้าที่ของตนเอง

Great man- ใช่ สำหรับฉัน พระองค์เหมาะสมกับคำนั้น

หากใครที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์แล้ว ก็จะไม่มีอะไรให้ปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของคนผู้นั้นได้เลย

ในจอทีวี ฉายภาพขบวนรถยนต์ยาวเหยียด ผู้คนสวมชุดดำเนืองแน่นเต็มสองข้างทาง

แสงแดดตอนเย็นช่วยขับให้ภาพนั้นดูอ่อนโยน หากแต่พอคิดขึ้นมาได้ว่า นี่เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ของผู้ที่เคยได้เดินทางไปทุกหนแห่งนับไม่ถ้วน แสงแดดที่ว่าก็พลันขับภาพให้เหงาขึ้นมา

ยาวนานเหลือเกิน

การเดินทางของพระองค์ ยาวไกลและยาวนานเหลือเกิน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แล้วพรุ่งนี้ก็จะเริ่มวันใหม่อีกครั้ง

เช่นเดียวกับวันต่อๆไป วันต่อๆไป

วันนี้ ฉันยังคงทำงาน ใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา และจะทำแบบนี้ต่อไป

ไม่ว่าแผ่นดินนี้ หรือแผ่นดินใด

ฉันจะใช้ชีวิตให้ดี

(บันทึกไว้ในวันเปลี่ยนผ่าน 14 ตุลาคม พ.ศ.2559)

Advertisements