Train to Busan (2016) – แสงสว่างปลายอุโมงค์

train-to-busan-poster-wide.jpg

ภาพจาก https://themoviebeat.files.wordpress.com/2016/08/train-to-busan-poster-wide.jpg?w=600&h=380&crop=1

(*ข้อความต่อจากนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของเรื่อง*)

‘วันนี้ไม่ค่อยมีงานอะไร บ่ายสามกลับกันได้เลย’

หัวหน้าพูดขึ้นในเช้าวันจันทร์ทำงาน-ที่นานทีปีหนจะสงบ-วันหนึ่ง วันจันทร์ที่งานจากอีกฝั่งประเทศไม่มีความเคลื่อนไหวเพราะเป็นวันหยุด คนฝั่งประเทศนี้เลยพลอยได้อานิสงส์ผลบุญไปด้วย

บ่ายสาม วันจันทร์ กลับบ้านเลยดีมั้ย ง่วงเหลือเกิน เผื่อจะได้นอนสักงีบ

คิดไปก็ไถไทม์ไลน์หน้าทวิตเตอร์ไป เลยได้เห็นบางทวิตที่ไหลผ่านเข้ามา

โอ้ ใช่แล้ว เทรนทูปูซาน

ก็ได้วะ ไปดูมันซะหน่อย เป็นกระแสดีนัก

ถ้าน่าเบื่อ ก็หลับมันในโรงนั่นแหละ

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากงยูเป็นพระเอก กับเป็นหนังที่ได้ไปฉายที่คานส์ ฉันก็ไม่มีพื้นหลังอะไรเหนือจากนี้อีก

บวกกับความเป็นหนังซอมบี้ ก็ยิ่งเพิ่มระยะความห่างไกลแและไม่รู้ห่าอะไรเข้าไปให้กับหนังเรื่องนี้อีกเท่าตัว

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

ตัดสินใจอย่างนั้นระหว่างนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉาย เก้าอี้แถวบนสุดของโซนราคาถูก ซ้ายและขวาขนาบด้วยชายหนุ่ม คนซ้ายมาคนเดียว คนขวามากับแฟน

รอบนี้คนเต็มโรง

ทวิตของยูเซอร์ท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ประมาณว่า เริ่มต้นเนิบช้า ก่อนที่ฉับพลันจะเหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ

เป็นเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยน

เริ่มต้นเรื่องมาจุดประเด็นด้วยกวางที่ล้มตายกลายเป็นซอมบี้ในเขตโรงงานแห่งหนึ่ง ก่อนจะตัดเข้าฉากหน้าและหุ่นหล่อๆของพระเอก เป็นสิบถึงยี่สิบนาทีแรกของหนังที่เนิบ เรื่อย แต่เพลินตาเพลินใจดีนัก

พระเอกที่งานรัดตัว หย่ากับเมีย อาศัยอยู่กับแม่และลูกสาววัยประถม วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดของลูกสาว เด็กน้อยได้บอกกับพ่อด้วยความน้อยใจว่าหนูจะนั่งรถไฟไปหาแม่ที่ปูซานคนเดียว (พ่อไม่ว่างไม่ต้องไปก็ได้)

คนเป็นพ่อที่วันๆทำแต่งาน ห่างเหินกับลูกสาว ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วตัดสินใจ-ไปเป็นเพื่อนลูกก็แล้วกัน

รถไฟ KTX ออกเดินทางจากโซลมุ่งสู่ปูซาน เมืองท่าทางตะวันออก ใช้เวลาโดยสารประมาณสองชั่วโมง

ทั้งคู่ขึ้นไปบนนั้น พร้อมผู้โดยสารมากหน้าหลายตา นักธุรกิจ สามีภรรยา นักเรียน ครอบครัว เด็ก คนแก่

ได้เวลาออกเดินทาง เจ้าหน้าที่รถไฟให้สัญญาณปิดประตู หากแต่เสี้ยววินาทีนั้น หญิงคนหนึ่งพร้อมด้วยร่องรอยแผลสดบริเวณน่องขาก็กระโดดขึ้นรถไฟมา ทันก่อนที่ประตูจะปิดพอดิบพอดี

แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวน

เรื่องราวต่อจากนั้นคือส่วนที่สมควรเรียกว่า เหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ โดยแท้จริง

หญิงที่โดดขึ้นรถไฟคนนั้นกลายร่างเป็นซอมบี้-ที่วิ่งไวและอะเลิร์ทเป็นบ้า ก่อนที่จะกัดพนักงานรถไฟคนหนึ่ง หลังจากนั้น ก็ประหนึ่งโลกยุคก่อร่างสร้างสิ่งมีชีวิต เซลส์หนึ่งแตกตัวเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ลุกลาม โกลาหล บ้าคลั่งและหนีตาย

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

เอาจริงมั้ย ให้ผ่านตั้งแต่เริ่มมีซอมบี้ตัวแรกเกิดขึ้นบนรถไฟแล้ว

ยิ่งตอนเรื่องดำเนินเข้าสู่กลุ่มตัวละครหลัก ที่ประกอบด้วยพระเอก ลูกสาว หญิงท้องแก่กับคุณพี่ร่างหมีสามีสุดเท่ของนาง ชายสติไม่สมประกอบ หนุ่มเบสบอลมอปลายกับสาวน้อยที่กิ๊กกั๊กกันอยู่, ความลุ้นฉี่เหนี่ยว มือเย็น นั่งไม่ติดก็ยิ่งเพิ่มระดับอีกเท่าตัว

ฝูงซอมบี้ที่รุกไล่กลืนกินพื้นที่มนุษย์จากท้ายขบวนขึ้นมา พื้นที่คับแคบจำกัด หากแต่รถไฟต้องมุ่งหน้าสู่ปูซานต่อไป เพราะขณะนั้นโลกภายนอกทั้งหมดก็ถูกกลืนกินด้วยซอมบี้ไม่ต่างกัน ไม่ โลกข้างนอกขณะนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวคือการไปให้ถึงปูซาน เมืองที่ยังปลอดภัยและคุมสถานการณ์ไว้ได้

รถไฟขบวนนี้จึงเป็นตัวนรก แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นทางสู่สวรรค์เพียงหนึ่งเดียว

สถานการณ์-ไม่มีทางอื่นอีก-เช่นนี้ ลุ้นเหงื่อเปียกไส้หดขนาดไหน วัดจากเสียงหวีดร้อง-เหี้ย ที่ดังประปรายเป็นระยะๆ ในโรงรอบนั้นได้เลย

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติและถูกพูดถึง เหนือไปจากความตื่นเต้นวิ่งสี่คูณร้อยหนีบรรดาซอมบี้ ก็น่าจะเป็นแก่นสารแง่มุมมนุษย์ที่ถูกนำเสนออีกด้านหนึ่ง

หนังจงใจใส่ดราม่าอย่างร้ายกาจ จนผู้ชมบางท่านออกปากว่ายัดเยียด แต่สำหรับฉันแล้ว มันสมเหตุสมผลและสะเทือนใจ พาลให้ประหวัดนึกไปถึง Tae Guk Gi หนังสงครามเกาหลีในตำนานได้ในบางห้วงอารมณ์

ในสภาวะการณ์คับขัน -หนังหลายต่อหลายเรื่องก็ถ่ายทอดมุมนี้ให้เห็นกันบ่อยๆ- มนุษย์จะมีสองด้านปรากฎขึ้นเสมอ และสองด้านนี้ ในแง่มุมชีวิต ก็เป็นโลกสองใบใหญ่ของเรา ครอบงำเราไว้และบางครั้งก็ฉีกเราเป็นสองชิ้น

ในหนังมีตัวละครโดดเด่นอย่างตาลุงนักธุรกิจที่พร้อมทำทุกอย่าง แม้แต่การโยนคนเป็นให้ฝูงซอมบี้ เพื่อให้ตัวเองรอด

รวมถึงฉากสะเทือนใจ เช่น ตอนกลุ่มหัวขบวนรถไฟกั๊กห้องเอาไว้ ขับไล่ไม่ให้พวกพระเอกที่อุตส่าห์ฝ่าฝูงซอมบี้จากท้ายขบวนเข้ามาอยู่ด้วยกัน (ภาพสาวท้องแก่ตอนร้องไห้นั่น มันชวนให้จุกในคอเอามากๆ)

ในฐานะคนดู, เรา ‘ยี้’ ให้กับคนและฉากเหล่านี้ได้อย่างเต็มปาก

แต่เอาเข้าจริง ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์โหดร้ายแบบนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าเราจะทำตัวเป็นแม่พระแห่งหลุมนรกได้

คำถามที่ว่า เรารักตัวเองเท่ากับว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่ หรือเราควรทำอย่างไรระหว่างรักษาชีวิตตัวเองไว้กับการช่วยเหลือคนอื่น

และบางครั้งคำถามก็ยังตามหลอกหลอนเราต่อ แม้ว่าเราจะเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วก็ตาม

เราทำถูกใช่มั้ยที่เลือกทำเพื่อตัวเองก่อน

วันนั้นถ้าเราไม่เลือกช่วยคนอื่น ตัวเองก็คงไม่โชคร้ายแบบนี้

เราสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น นั่นเท่ากับว่าการไม่ช่วยเหลือคนอื่นจะนำมาซึ่งความตรอมตรมอย่างแสนสาหัส

ในโลกที่ไม่ใช่ของมนุษย์ การเอาตัวรอดไม่ใช่ความชั่วช้า แต่มันคือเรื่องธรรมชาติและช่วยไม่ได้

แต่ในโลกของมนุษย์ การเอาตัวรอดหลายกรณีถูกตีความและรับรู้ความหมายว่า ‘เห็นแก่ตัว’

ศีลธรรมยกระดับความสูงส่งให้เรา มันพร้อมจะพาเราไปสู่ดินแดนแห่งความสุขสันต์และหอมหวาน แต่ในขณะเดียวกัน ศีลธรรมเดียวกันนั้นเองที่ฉุดเราให้ดำดิ่งลงสู่เหวมืดลึกที่อาจจะมีแค่มนุษย์ในโลกมนุษย์ของเราเท่านั้นที่จะลงไปถึง

โลกของสัตว์ประเสริฐ อาจจะมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ความรู้สึกผิด และการฉีกตัวเองออกเป็นสองชิ้นก็เป็นได้

ฉากที่ฉันประทับใจเป็นการส่วนตัว คือฉากหนีตายจากซอมบี้ 4×100 ตอนที่พวกพระเอก/เหล่าคนที่รอด(ในชั่วขณะหนึ่ง) ได้เห็นคนที่โดนกัดค่อยๆกลายร่างเป็นมนุษย์

แน่นอน, ไม่ว่าใครก็กลัวความตายทั้งนั้น ที่หนีกันอุุตลุต วิ่งซอยเท้ายิก ก็เพราะเหตุผลที่ว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่อีกแง่ ฉันเข้าใจว่ามันยังมีความกลัวที่ผสมปนเปอยู่ ณ ก้นบึ้งของจิตใจ ความกลัวที่เกิดจากการได้เห็นคนที่เพิ่งจะ’มีชีวิต’เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ค่อยๆกลายร่างเป็นซอมบี้

ความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะมันพรากชีวิต ตัวตน และโลกทั้งหมดของเราไป หากแต่ในบางครั้ง ความตายมันยังจะพอให้เราหาเรื่อง ‘ปลอบใจ’ ตัวเองได้บ้าง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะพาเราไปไหน อาจจะเป็นที่ซึ่งสงบและเยียบเย็นกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

แต่การกลายร่างเป็นซอมบี้ มันไม่มีที่ทางเหลือเผื่อไว้ให้เราสร้างเรื่องปลอบใจตัวเองได้เลย เพราะเราเห็นต่อหน้าต่อตาเราเองเลยว่า โดนกัดแล้วไปไหน

ให้ตายยังมีความหวังมากกว่า เพราะอย่างน้อยปลายทางก็ยังเปิด ให้พอลุ้นถือข้างกันได้บ้าง

แต่ให้ซอมบี้กัด มันไม่เหลือทางเลือกอะไรให้เราได้ลองเสี่ยงเลย

ด้วยเหตุนั้น แม้ฉันจะน้ำตาซึมให้กับฉากเงาพระเอกที่ค่อยๆโน้มลงสู่รางรถไฟ แต่ฉันก็พอจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงยัง ‘พอจะสงบใจ’ ให้กับภาพนั้นได้บ้าง

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีเสียงชื่นชมล้นหลาม การได้เห็นคอมเม้นประเภท 10/10 กลายเป็นเรื่องชินตา แต่แน่นอนว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เฉยๆ หรือถึงขั้นไม่ชอบก็มีให้เห็นประปราย

ถึงอย่างนั้น ก็จะมีคำชมหนึ่ง-แม้จะเป็นคนที่เฉยๆหรือถึงขั้นไม่ชอบก็ตาม ที่ได้ชื่นชมกันไว้ค่อนข้างมากคือเรื่องของ ‘ฉากจบ’

การบีบหัวใจคนดูด้วยความเงียบ นับแต่วินาทีที่รถไฟจอด สามชีวิตที่ต้องเดินฝ่ากองซากศพ เข้าสู่อุโมงค์มืดมิดที่มองไม่เห็นแสงปลายทาง

ฉากที่ทหารจากฝั่งปูซานเล็งลำกล้องไปยังเงาของสิ่งซึ่งเหมือนมนุษย์ที่กำลังเดินเข้ามา คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งการว่า-ยิง

หนังที่ฆ่าตัวละครมานับไม่ถ้วนในเกือบสองชั่วโมง ทำให้เราไม่สามารถไว้วางใจได้เลยว่ามันจะไม่ฆ่าใครอีก

ความจริงแล้วฉันค่อนข้างพร่าเลือนกับฉากบีบหัวใจนี้อยู่สักหน่อย เพราะอดรนทนไม่ได้ เผลอหลับตาน่าจะกินไปหลายวินาทีอยู่

หากแต่เสียงร้องเพลงอันน่าเศร้าของเด็กหญิงที่ดังขึ้นในชั่วขณะสุดท้าย ก็ทำให้ฉันต้องลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมามองดูความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า มองดูชีวิตที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินต่อ

น้ำตาที่กักไว้ในหลายฉาก มาล้นทำนบเอาก็ตอนนี้ พร้อมๆกับคำขอบคุณถึงผู้กำกับที่ไม่ใจร้ายต่อกันมากเกินไปนัก

ดูหนังที่เล่นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก็หลายเรื่อง

เพิ่งเคยเห็นที่สว่างไสวที่สุดก็เรื่องนี้แหละ

อันที่จริง ฉันเคยลุยเดี่ยวขึ้น KTX จากโซลไปปูซานเมื่อ 3-4 ปีก่อน สมัยชีวิตยังอิสระ

ขบวนรถไฟในวันธรรมดา คนโดยสารบางเบา เงียบเชียบ ที่นั่งไม่เนี้ยบอย่างรถไฟญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีอะไรให้ตำหนิ

รถไฟวิ่งเร็วปร๋อ พุ่งผ่านสองข้างทาง เมืองสลับทุ่งสลับภูเขา เป็นที่รื่นรมย์ใจอยู่มาก

นึกย้อนวันวาน ขอบคุณที่วันนั้น ไม่มีเหตุการณ์แบบในหนังเกิดขึ้น เพราะไม่งั้นฉันคงเป็นซอมบี้ตัวแรกๆ โดนเขี่ยทิ้งอยู่แดกู ไม่ถึงปูซานเป็นแน่

และขอบคุณผู้กำกับที่เลือกใช้รถไฟขบวนนี้ สร้างความทรงจำซ้อนทับ ไม่ให้ฉันลืมช่วงเวลาสองชั่วโมงนั่นได้เลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s