The Age of Shadows (2016)- เหล้าในไห

fullsizephoto751061

ความสนใจหนังเรื่องนี้เกิดจาก, หนึ่ง การที่เป็นหนังของผู้กำกับ Kim Jee-woon ที่เคยกำกับหนังสุดตราตรึงอย่าง I Saw the Devil, สอง ลุงซองคังโฮ ที่เคยเล่นบทตำรวจสติเฟื่องใน Memories of Murder และสาม กงยูอปป้า

เคยดูหนังเกาหลีมา 2-3 เรื่อง ที่เล่าถึงยุคประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เกาหลีถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่น่าสนใจคือหนังเหล่านั้นล้วนทำออกมาได้ดีทั้งบท นักแสดง และองค์ประกอบต่างๆ ดูแล้วก็ประทับใจและชวนให้เข้าใจหัวอกของผู้คนที่มีประวัติศาสตร์ชาติอันเจ็บปวด เหลือเฟือให้เล่าถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไม่จบสิ้น และ The Age of Shadows ก็กำลังเล่าขานถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นเช่นกัน

The Age of Shadows เป็นเรื่องในยุคที่เกาหลีถูกปกครองโดยรัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่น มีสองตัวละครสำคัญตามโปสเตอร์ คือ สารวัตรลีจองโชล นายตำรวจเกาหลีที่ทำงานให้รัฐบาลญี่ปุ่น กับคิมวูจิน สมาชิกกลุ่มต่อต้านรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีภารกิจสำคัญในเรื่องคือการวางระเบิดเพื่อประกาศเจตนาเรียกร้องอิสรภาพเกาหลี นอกจากนี้ ก็มีตัวละครสำคัญอย่างฮาชิโมโตะ นายตำรวจซาดิสม์ที่คอยตามสังเกตสารวัตรลี (คนนี้ค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ฉันชอบชีคโบนของเขาเวลามันตกกระทบแสง) ฮิงาชิ นายตำรวจญี่ปุ่นผู้บังคับบัญชา (เขาเล่นได้สมกับเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ แม้ว่าตัวจริงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นอยู่แล้วก็ตาม) ยอน หญิงสาวคนรักของคิมวูจิน (มีหลายฉากให้จดจำ แต่ฉันขอเลือกจำฉากที่เธอฉีกคอเสื้อเผยอกนวลเนียนพร้อมกับคาบบุหรี่) ชาซัง หัวหน้ากลุ่มต่อต้าน (ฉันชอบฉากที่เขาซื้อใจนายตำรวจใหญ่ด้วยการดวดเหล้า มีแต่คนอย่างเขาเท่านั้นแหละที่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้) ด้วยภารกิจและอุดมการณ์ที่แตกต่าง ทำให้พวกเขาต้องทำลายล้างกัน แต่ขณะเดียวกันด้วยความแตกต่างนั่น มันก็ได้สร้างเรื่องราวที่ร้อยเรียง สัมพันธ์ เป็นโศกนาฏกรรมความโง่เขลาที่ต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพ ชีวิตเลือดเนื้อที่สัมผัสได้จริงมักถูกให้ค่าต่ำกว่า และพร้อมถูกละทิ้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนามธรรมจับต้องไม่ได้ที่ถูกให้ค่าสูงส่ง เป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่คุ้นเคยของมนุษยชาติเสมอ

ชื่นชมหนังชาตินิยมที่สร้างออกมาโดยไม่ยัดเยียดความรู้สึก ดูแล้วให้ฟีลหนังเจ้าพ่อมาเฟียสอง-สามก๊กล้างแค้นชิงไหวชิงพริบกัน มากกว่าที่จะฝังใจว่านี่เกาหลีถูกญี่ปุ่นย่ำยีนะ (เพราะอันที่จริง ความน่าชิงชังของจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกที่สองก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอยู่แล้ว) เสื้อผ้านักแสดงสวยหรู เข้าฉากมาแต่ละคนก็ดูโดดเด่นมีเสน่ห์ แบบที่ว่าถ้าหลุดไปอยู่ในฉากหนังหว่องกาไวก็คงแนบเนียนไม่เคอะเขินอะไร แล้วหนังก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่ดี อย่างฉากบู๊ที่ต้องหยีตาดู (สมกับเป็นฝีมือผู้กำกับไอซอเดอะเดวิลจริงๆค่ะ) ฉากกดดันที่เล่นเอามือเย็นเหงื่อซึมอย่างในรถไฟหรือในห้องขัง มีฉากเรียกน้ำตาในบัลลังก์พิพากษาคดี บางช่วงบางตอนก็ขำจนหลุดก๊ากออกมา รวมแล้วเป็นหนังที่มีหลายฉากที่บีบคั้นอารมณ์ ดำเนินอยู่บนโครงเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ พลิกไปมาให้เดาะลิ้นกันเป็นระยะ คิดดูแล้วเป็นหนังสองชั่วโมงครึ่งที่เพลิดเพลินจนลืมเวลาอยู่เหมือนกัน (แต่เจ๊คนข้างๆปวดฉี่จนนั่งไม่สุข ดิฉันสัมผัสได้ เห็นใจนาง)

เขาว่าเป็นหนังต่างประเทศที่ได้เข้าชิงออสการ์ ฉันว่าก็ไม่มีอะไรคัดค้านได้นะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่าเป็นหนังชาตินิยม แต่ฉันกลับรู้สึกอินไปกับบางสิ่งที่ใกล้ตัวกว่านั้น ก็อาจจะจริงที่คนเราทำได้ทุกอย่างเพื่ออุดมคติยิ่งใหญ่ที่เป็นนามธรรม แต่ก็มีหลายครั้ง ที่สิ่งซึ่งบันดาลใจให้คนออกตัวเคลื่อนไหว มาจากสิ่งที่สัมผัสได้และกะจ้อยร่อย อย่างเช่น คนที่มีเลือดเนื้ออยู่ตรงหน้า รอยยิ้มของหญิงสาว หรือเหล้าในไหใบใหญ่ที่ได้ดื่มกินร่วมกัน

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้ฉันฉุกคิดได้อย่างหนึ่งว่า สัญชาตญาณไม่ใช่คนละอย่างกับความฉลาด คนเรามักมีแนวโน้มที่จะหยุดยั้งสัญชาตญาณเพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งโง่เขลา แต่อันที่จริงแล้ว สัญชาตญาณอาจจะเป็นความฉลาดที่สุดที่เรามี เราควรให้มันนำทางไป แล้วลดความคิดลงให้เป็นแค่ผู้ตาม สารวัตรลีเป็นคนแบบนั้นในที่สุด และฉันว่าเขาเท่มากทีเดียว

(รูปจาก http://www.hancinema.net/korean_movie_The_Age_of_Shadows.php)

Advertisements

เชียงราย-ผ่านเจ้า (1/2)

ก่อน 13 ม.ค. 60

  • ทริปเกิดจากความพร่ำบ่นของตัวเองและการชักชวนแบบสายฟ้าแลบจากเพื่อนสาว ถามไปมั้ย ตอบเลยว่าไป อย่างใจง่าย อย่างไม่รู้รายละเอียด รู้แต่ว่าต้องไป
  • เสิร์ชหาข้อมูลเล็กน้อยก่อนออกเดินทาง ได้ความว่าภูชี้ฟ้าอยู่เชียงราย ส่วนดอยตุงที่ในแพลนบอกว่าอาจจะได้ไปหรือไม่ได้ไป ก็เลยไม่ได้เสิร์ช ใช้ความรู้พื้นฐานว่าก็ดอยตุงนั้นไง ดอยตุงที่อยู่เชียงใหม่

 

13 ม.ค. 60

ο Pre-ดอยตุง

  • ทำงานเสร็จห้าโมงครึ่ง รีบบึ่งไปหมอชิต รถออก 18.45 สมบัติทัวร์ เบาะนอนสบาย แต่ลุงคนข้างๆตัวใหญ่กินพื้นที่เบาะไปหน่อย รู้สึกเสียเปรียบ จ่ายค่าตั๋วเท่ากันแต่ลุงได้นั่งเบาะกว่า หนูได้ไม่ถึงเบาะ
  • แต่ลุงนั่งนิ่งและนอนเงียบมาก ถือว่าเป็นพระคุณ
  • สมาชิกทริปประกอบด้วย 2 สาวจากกทม. กับเด็กๆเจ้าถิ่นอีก 3 คนที่ไปเจอกันที่นู่น
  • รถแวะพักที่พิดโลก กินข้าวต้มตอนเที่ยงคืน อร่อยกว่าที่คิด
  • ถนนเรียบดุจแพรไหม (อันนี้พูดจริงๆ ถนนขึ้นเหนือดีกว่าล่องใต้มาก) สองข้างทางมืดสนิทเลยไม่ได้ดูอะไรมาก บางช่วงหลับสนิทกว่านอนบนเตียง แต่ตื่นมาเพราะโค้งแถวจังหวัดแพร่ที่โค้งได้ไม่เกรงใจหมอนรองกระดูกคอ
  • ในความมืดมีแสงไฟจากหน้ารถ ฉายให้เห็นสองข้างทางป่าไผ่ (มั้ง) มองไปข้างบนเห็นดวงจันทร์กลมโตส่องสว่าง ให้แสงเรืองๆคล้ายนีออนสีน้ำเงิน มองแสงนั้นกระทบกับแขนตัวเอง ในหูฟังเล่นเพลง Stay ของ Nell เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรในหัวนอกจากแสง ป่า โค้ง และเพลง
  • รถถึงเชียงรายประมาณ 06.30 เราลงกันที่หน้า ม.แม่ฟ้าหลวง นัดกับเด็กๆไว้ที่นี่
  • ลงรถแล้วสั่นเป็นเจ้าเข้า มีความแตกตื่นกับอุณหภูมิ 14 องศา คนที่เพิ่งจากเมืองหลวงพร้อมเสื้อแขนสั้นบางๆ จะสงบใจไปได้อย่างไร
  • ตั้งสติ ล้างหน้าล้างตัว ใส่เสื้อผ้าใหม่ เจอเด็กๆตอนเจ็ดโมงครึ่ง เคอะเขินเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อย เพราะหลังจากนั้นคุยกันเหมือนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ให้ฟีลลูกป้าข้างบ้าน ไง ไม่เจอกันนานเนอะ เป็นไงบ้าง
  • พาหนะหลักในการเดินทางคือรถสองแถวของพี่เจน หนุ่มหน้าตี๋จิ้มลิ้ม เราเรียกพี่เจน แต่คิดว่าพี่เจนน่าจะเด็กกว่าเรา แต่เราไม่ถือ ถ้าใจเราเป็นน้องยังไงเราก็เป็นน้อง
  • แวะเซเว่น พนักงานเซเว่นสำเนียงเหนือ ชอบ (แล้วก็เงี่ยหูฟังสอดส่ายหาสำเนียงเหนือจากคนข้างทางไปตลอดทริป)
  • และจุดนี้เองที่ได้รู้จากปากเจ้าถิ่นว่าดอยตุงอยู่ที่นี่-เชียงรายนี่แหละค่ะ เปิดโลกในกะลาข้าพเจ้าดีเหลือเกิน

img_4253

ο ดอยตุง

  • ถึงดอยตุงประมาณเก้าโมงสิบโมง จำไม่ได้ อากาศเย็น ดอยสูงทางคดเคี้ยว แต่ก็ได้มารู้ตอนหลังว่ายังมีที่คดเคี้ยวกว่านี้
  • ดอยตุงให้บรรยากาศมาถ่ายรูปสวยๆ ทริปครอบครัว นั่นดอกไม้ นี่ใบหญ้า อาหารออร์แกนิคสะอาดๆ ซื้อผักซื้อผลไม้
  • มีความแอดเวนเจอร์ในสวนป่าเดินสลิงระยะทางเกือบ 300 เมตร ความสูง 10-20-30 เมตรไล่ไปเป็นช่วงๆ
  • ร่วมเดินกับแก๊งค์คุณพ่อคุณแม่ที่หยุดถ่ายรูปทุกสามก้าว ทำให้เราต้องยืนค้างเติ่งอยู่บนสะพานเป็นระยะๆ จากที่กลัวจนหายกลัว เชิญคุณพ่อคุณแม่เซลฟีให้ผาสุก ลูกจะนอนบนสะพานนี้เอง
  • แต่ก็มีบางแว้บที่เห็นภาพตัวเองทับซ้อนกับแก๊งคุณพ่อคุณแม่ อาจจะเป็นสักวันหนึ่งในอนาคต
  • เรือนต้นกล้าน่ารัก ต้นเล็กเป็นฝอยๆ เห็นคนนั่งเพาะ เลยจินตนาการภาพตัวเองทำงานแบบนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจดี
  • แมวดอยตุงขี้อ้อน
  • พระตำหนักสวย ชอบดีไซน์ดาวนักษัตรกับภาพแขวนฝาผนังดอยตุงยามค่ำคืนกับยามพระอาทิตย์ตก (หรือขึ้นก็ไม่รู้ ไม่ได้รับหูฟังไกด์มาด้วย เน้นเดินดุ่ม) วิวระเบียงเป็นภูเขาทั้งแถบ ล้อมรอบบ้าน 360 องศา มองไกลสุดลูกหูลูกตา
  • เครื่องสแกนบัตรเข้าแต่ละโซนจะร้องว่า ‘ผ่านเจ้า’ น่าจะประมาณว่าเชิญค่ะ

ο Pre-ภูชี้ฟ้า

  • ลงจากดอยตุง แวะกินข้าวข้างทางอาหารตามสั่ง อร่อยดี
  • จากดอยตุงไปภูชี้ฟ้าไกลมาก เหมือนนั่งรถข้ามจังหวัด เห็นว่าระยะทางสองร้อยกว่าโล นั่งไกลกว่าจากบ้านไปกรุงเทพฯ แต่พอๆกับจากตัวเมืองกาญจน์ไปสังขละ
  • สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา ได้ความจากลุงแท็กซี่ที่ได้เจอกันตอนขากลับว่าที่นี่ทำนาปีละสองครั้ง และตอนนี้คือช่วงเริ่มทำนาปรัง
  • เห็นบ้านคนไปตลอดทาง ไม่ค่อยมีช่วงร้าง ได้ความมาจากลุงคนเดิมอีกเช่นกันว่าแถวนี้บ้านจะปลูกแยกออกมาเป็นชุมชน คนอยู่รวมๆกัน ส่วนนาอยู่ที่อื่นตอนเช้าก็ขี่มอไซค์ออกจากบ้านไปทำนา ยังมีประเพณีลงแขก ต่างกับภาคกลางที่บ้านจะอยู่ด้วยกันกับที่นา ทำให้แถวภาคกลางบ้านเรือนจะตั้งห่างกัน

img_4321

 

Natsume Soseki- ฝันสิบราตรี

9786164134522ลักษณะของความฝันน่าจะอยู่ตรงที่ในขณะที่เราฝัน ไม่มีสิ่งใดให้รับรู้ได้เลยว่ามันคือความฝัน ทุกอย่างล้วนเป็น ‘ความจริง’ จนกระทั่งเราลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับ’ความจริง’ เราจึงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า อา นั่นมันความฝัน

และอีกข้อก็น่าจะเป็น เราสามารถลืมเรื่องราวในความฝันได้สนิทอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งที่จริงมันก็คงเป็นเช่นนั้น

ฝันสิบราตรีของนัตสึเมะ โซเซกิ มีทั้งความฝันที่ชวนให้น้ำตารื้น ความฝันที่ชวนให้ใจสั่น ขนลุกชัน รวมไปถึงความสะเปะสะปะไม่เป็นไปตามเหตุผล ความฝันของเขา แต่บางช่วงเวลากลับทำให้เกิดภาพซ้อน เหมือนกับว่าฉันอาจจะเคยฝันถึงมันมาก่อน

รวมเรื่องสั้นนี้ ต้นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1908 นับย้อนไปก็ราวๆ 109 ปี พอนึกถึงกาลเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา พอนึกถึงว่านี่เป็นเรื่องราวตั้งแต่ที่โลกใบนี้ไม่มีฉัน มันก็อดที่จะรู้สึกมหัศจรรย์ใจเล็กๆไม่ได้ มนุษย์เรามีประวัติศาสตร์เป็นหมื่นเป็นพันปี และอย่างน้อยๆใน 109 ปีที่แน่ๆนี้ คนเรายังคงฝัน ยังคงมีชีวิตอยู่ในระหว่างชั่วขณะที่หลับใหลและเมื่อลืมตาตื่น

ในความรู้สึกของฉัน เสน่ห์ของนิยายญี่ปุ่นช่วงสมัยใหม่ อยู่ที่การโฟกัสลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ ความเป็นปัจเจกในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง มันมีกลิ่นอายของตำนานเก่าแก่ผสมปนเปกับการแสวงหาในโลกที่กำลังขยายใหญ่ และการใช้อุปมาอุปไมยอย่างหนักหน่วง จำได้ว่า มีคนพูดถึงนิยายมูราคามิว่ามันแปลกและเข้าไม่ค่อยถึง ฉันฟังแล้วก็เห็นด้วยตามนั้น แต่ฉันอยากให้เขาลองอ่านนิยายญี่ปุ่นตั้งแต่ของนัตสึเมะ โซเซกิ, ดะไซ โอซามุ ฯลฯ เหล่านี้ดู พวกเขาจะได้พูดให้ถูกต้องขึ้นสักหน่อยว่าจริงๆแล้วมันคือ ‘นิยายญี่ปุ่นแต่ไหนแต่ไร’

ในสิบราตรี ฉันชอบคืนของหญิงสาวร้อยปี, ซามูไรนั่งสมาธิ แล้วก็คืนของอุงเคแกะสลักไม้เป็นพิเศษ