A Hard Day (2014)-อะไรกันนักกันหนา

a-hard-day-2014

เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ฉันได้ทวิตความประทับใจเอาไว้ว่า..

เพิ่งได้ดูหนังของผู้กำกับคิมซองฮุนก็ครั้งแรก (เห็นเขาว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของแก ส่วนเรื่องแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก อือ ก็คงถูกแล้วที่เพิ่งได้ดู) ความประทับใจคือตามทวิตด้านบน ใช่ มันคือ A Hard Day แบบ Literally และที่น่าประทับใจก็คือคุมความเป็นหนังแอคชั่นของหนังได้ดีมากๆ เพราะเริ่มต้นมาก็ไม่ได้ปูเรื่องเยิ่นเย้ออะไรเลย แค่ไม่กี่นาทีอีตาพระเอก (เป็นตำรวจ) ก็ขับรถชนคนตายซะแล้ว ซึ่งดันเป็นวันที่หน่วยสืบสวนทุจริตตำรวจเข้ามาตรวจเรื่องสินบนที่สถานีฯของพระเอก (คือนางกับพวกรับสินบน..) และเป็นวันที่พระเอกต้องรีบกลับไปจัดงานศพให้แม่ตัวเอง เพราะแม่เพิ่งเสีย.. นี่คือเรื่องของคนถึงคราวซวยโดยแท้ และแน่นอน เพราะมันคือวันแห่งความฉิบหาย เรื่องราวหลังจากนั้นก็แทบไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่พระเอกจะได้พัก ‘มันจะอะไรกันนักกันหนา’ จำได้ว่าพระเอกพูดประโยคทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสามรอบ ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่ใช่แค่พระเอกหรอกที่พูด คนดูอย่างกูก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำฉากบู๊ได้มันหยด โดยเฉพาะช่วงผ่านเทิร์นนิ่งพ้อยท์ที่นายตำรวจปาร์คชางมินปรากฎตัว อันที่จริงพระเอกกับนายตำรวจปาร์คนี่ก็เหมาะมือกันมากทีเดียว คนจะฆ่ากันมันก็เหมือนคนจะเล่นเลิฟซีนนั่นแหละ ต้องเคมีตรงกันประมาณหนึ่ง แล้วก็ยังเป็นหนังที่สามารถอยู่ในลิสต์พล็อตทวิสต์ได้สบายๆ อาจจะไม่ได้หักคว่ำเรื่องอะไร แต่ก็มีฉากให้ได้ประหลาดใจ เอ๊ะยังไงต่อโผล่มาเป็นระยะๆ แม้ว่ารวมแล้วจะเป็นหนังแอคชั่นลุ้นๆ แต่ก็มีฉากสะเทือนใจทิ้งไว้ให้นึกถึงอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นฉากบนรถริมตึกฉากนั้น สะเทือนใจมากจนต้องร้องไอ้เหี้ยออกมา หรือว่าจะเป็นฉากเอาปืนจ่อหัวต่อเนื่องไปจนจบฉากริมสันเขื่อน รูปลูกสาวสั่นๆที่ปรากฎออกมาแทบทุกฉากที่ตาพระเอกวิ่งออกไปนอกรถ เหมือนจะคอยย้ำเตือนถึงเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องสู้ แม้ฉันจะอยากให้มันจบๆไป (อีตาพระเอกก็จะยอมหลายทีแล้วเหอะ) แต่โดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉันก็อยู่ข้างเขา อยากให้เขาสู้ อยากให้เขารอด ฮาร์ดเดย์นี้จะต้องไม่สูญเปล่า นายและฉันจะต้องไม่เหนื่อยฟรี

อ้อ นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่เล่นด้านไม่สุจริตของตำรวจเกาหลี กำลังคิดว่าถ้าเป็นหนังไทยจะสร้างได้ขนาดนี้รึเปล่า (ตำรวจอาจจะได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นวงการใกล้ๆกันนี่ไม่ได้แน่..) แล้วก็ เป็นหนังที่ตอนดูก็สนุก ตอนย้อนนึกถึงก็ยิ่งสนุก เขียนๆไปนี่ก็รู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมามากกว่าเดิม หนังที่น่าประทับใจบางทีก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งปมดราม่าเสมอไป บางเรื่องเราก็รักมันได้ด้วยความลุ้นบ้านแตกของมันนั่นแหละ

Advertisements

The Wailing (2016)ー ปีศาจ

The Wailing (2016)

นาฮงจิน คือผู้กำกับชื่อดังที่เคยกำกับหนังในตำนานอย่างเรื่อง The Chaser (2008) หนังชิ้นแรกๆที่ชักชวนฉันเข้าสู่โลก K-thriller และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ผู้กำกับฝีมือฉกาจฉกรรจ์คนนี้ก็ได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงอีกครั้ง กับเรื่อง The Wailing-แปลเป็นไทยตรงตัวว่า เสียงร้องแหลมยาว

เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เกิดโรคแพร่ระบาดในหมู่บ้าน โดยคนที่ติดเชื้อจะมีอาการเป็นตุ่มหนอง สติฟั่นเฟือน  และจบด้วยการก่ออาชญากรรมฆ่าคนในครอบครัว นายตำรวจจงกูซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสืบครั้งนี้ก็สืบคดีไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้เก่งกาจหรือมีประโยชน์มากมายแต่อย่างใด หากแต่วันหนึ่ง เขาได้คุยกับเพื่อนถึงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับชายชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายเขา บ้างก็ว่ามีคนเห็นเขาใส่ผ้าเตี่ยวอยู่กลางป่า กำลังกินซากเนื้อสัตว์ตายบ้าง ลอบทำร้ายคนบ้าง จนเป็นที่กังวลใจกันไปทั่วว่าเรื่องราวร้ายๆในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวพันกับชายผู้นี้

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อนายตำรวจจงกูต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาดเข้ากับตัวเอง เมื่อลูกสาวคนเดียวของเขาได้เปลี่ยนไป จากเด็กสาวผู้ร่าเริงกลับกลายเป็นก้าวร้าว หยาบคาย และเกิดตุ่มหนอง อาการคล้ายกับโรคที่ระบาดอยู่ เขาจึงต้องสืบค้นสาเหตุของโรคดังกล่าวโดยพุ่งความสงสัยไปที่ชายชาวญี่ปุ่น ส่วนทางครอบครัวเมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีอาการประหลาดคล้ายผีสิง จึงไปตามหมอผีนายหนึ่งให้มาช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายในบ้าน อีกด้านหนึ่ง จงกูก็ได้พบกับหญิงสาวสวมชุดขาวท่าทางสติไม่ดีที่พูดเตือนเขาเกี่ยวกับเรื่องชายชาวญี่ปุ่น เรื่องราวหลังจากนั้น ควรเรียกว่าเป็นการผจญภัยของจงกูก็ย่อมได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับความพรั่นพรึง ความกลัว ความแปลกประหลาด และความไม่รู้ ผีร้ายที่กำลังทำลายครอบครัวของเขา เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเลือกเชื่อเพียงทางใดทางหนึ่ง เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนรักษาไว้หรือทำลายครอบครัวตัวเองลง

ตอนอ่านเรื่องย่อว่าเกี่ยวกับผี อันที่จริงฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะ ‘ผี’ ได้ขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นคนไทยที่เกิดมากับสังคมแห่งผี แต่ฉันกลับไม่รู้สึกชาชินกับผีหรืออะไรก็ตามในหนังเรื่องนี้แม้แต่เล็กน้อย ด้วยความที่มันไม่ใช่แค่ผีแฮ่ๆ ตามแบบฉบับผีทั่วไป แต่มันเป็นบรรยากาศของความเยือกเย็น แปลกประหลาด คล้ายๆกับบรรยากาศของหมู่บ้านที่ว่ากันว่ามีปอบ ความลึกลับที่บวกเข้ากับบรรยากาศของวัฒนธรรมท้องถิ่น การบูชายันต์ ไสยศาสตร์ การทรงเจ้าเข้าผี แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้กลัวแบบสะดุ้งแต่ก็เป็นบรรยากาศความกลัวแบบมือเย็นเฉียบ เหงื่อออกกลางหลัง ความกดดันซึ่งเกิดจากความไม่รู้และลังเลใจ ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด และ ‘สิ่งนั้น’ แท้จริงแล้วคืออะไร ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ด้วยความที่ฉันอาจจะดูหนังมาน้อยก็เป็นได้, แต่นี่เป็นหนัง’ผี’เรื่องแรกที่ฉันเพิ่งได้มีโอกาสดู และพบว่ามันไม่เหมือนกับเรื่องไหนเลยจริงๆ

ปกติแล้ว ฉันจะต้องเลือกฉากที่ประทับใจมาบันทึกไว้สักฉากสองฉาก แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉันกลับพบว่าไม่อาจเลือกฉากที่สามารถเอามาเขียนบันทึกไว้ได้ จะว่าอย่างไรดี แค่นึกภาพตามแล้วต้องเขียนบรรยาย ก็ให้ฟีลประหนึ่งต้องไปยืนอยู่หน้ากระท่อมกลางป่าแล้ว (เหงื่อซึม) ฉากที่ประทับใจ เอ่อ จริงๆอาจต้องเรียกว่าฝังใจมันก็มีอยู่ อย่างฉากเล็บงอก (กรี๊ด) หรือฉากไก่ขันครั้งที่สอง (เอามือตบหน้าผาก) แต่ถ้าจะให้เลือกที่ประทับใจจริงๆก็อาจจะเป็นฉากอย่างตอนที่จงกูพูดกับลูกสาวว่าพ่อเป็นตำรวจ หรือไม่ก็ฉากที่ฉายไปยังกับดักแห้งเหี่ยวที่ถูกแขวนไว้หน้าบ้าน ผู้กำกับนาฮงจินเขาคงถนัดงานแบบนี้ งานทิ้งก้อนหน่วงไว้ให้คนดู งานทิ้งคำถามร้อยแปด งานความห่วยแตกของผู้ชายที่ต้องเป็นที่พึ่งให้ครอบครัวหรือหญิงสาว และงานของเขาก็สัมพันธ์กับความเป็นจริงเสมอ ความเป็นจริงที่ว่าเราล้วนผิดพลาดและสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขาแค่สร้างงานตอกย้ำสิ่งนั้นเท่านั้นเอง

Confession of Murder (2012)-รอยยิ้มซีเปีย

Confession of Murder (2012)เมื่อ 15 ปีก่อน ชเวฮยองกู รับผิดชอบในคดีฆาตกรรมหญิงสาวต่อเนื่อง เขาตามสืบจนสามารถถึงตัวคนร้ายตะลุมบอนกับมันได้ แต่สุดท้ายคนร้ายก็หนีรอดไป ทิ้งไว้แต่เพียงรอยแผลเป็นจากมีดกรีด หมอแนะนำให้ สารวัตรชเวผ่าตัดลบมันซะ แต่เขาก็ปฏิเสธ เขาจะเก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

15 ปีต่อมา ก่อนที่คดีสะเทือนขวัญในตำนานที่ยังตามจับคนร้ายไม่ได้จะหมดอายุความลง จู่ๆก็ปรากฎชายหน้ามนที่อ้างตัวว่าเป็นคนร้ายในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคราวนั้น เขาเขียนหนังสือคำสารภาพถึงสิ่งที่ได้ทำลงไป หนังสือขายดีเทน้ำเทท่า สร้างกระแสเป็นที่ฮือฮาแก่สังคม เขาเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงนักต้มตุ๋นที่ต้องการลวงโลก ท่ามกลางความสับสน ในมุมหนึ่ง กลุ่มของญาติหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมในครั้งนั้นก็ได้รวมตัวกัน ความแค้นที่ถูกกักเก็บมากว่า 15 ปี ในวันนี้คนที่อ้างว่าเป็นฆาตกรปรากฎขึ้นต่อหน้าแล้วและพวกเขาจะไม่ปล่อยมันไป อีกด้านหนึ่งสารวัตรชเวผู้รับผิดชอบคดีในครั้งนั้นก็เฝ้าจับตาดูด้วยความสงสัย เขาจะหาหลักฐานจับฆาตกรได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่ทรายกำลังจะไหลลงด้านล่างจนหมดขวด..

เป็นหนังอีกเรื่องที่พล็อตพลิกได้อ้าปากค้าง แม้ว่าจะขัดใจกับฉากบู๊ที่เยอะและไม่สมจริงไปบ้าง แต่ส่วนของเนื้อเรื่องและการแสดงของนักแสดง (โดยเฉพาะพี่ J พี่ผู้ชายผมทรงนักเรียนนุ่มสลวยคนนั้น) ก็ช่วยกลบจุดเล็กจุดน้อยเหล่านั้น ทำให้เป็นหนังเกาหลีแนว Action/Thriller อีกเรื่องที่หลายคนแนะนำ

ฉากที่ฉันประทับใจคือฉากในสตูดิโอ ตอนที่เรื่องราวทั้งหมดเผยด้านที่ถูกปิดซ่อนไว้ออกมา ความแค้น 15 ปีที่ถูกกักเก็บไว้ในจิตใจ ซ่อนไว้ในชีวิตอันธรรมดาสามัญ เมื่อคนที่ทำลายชีวิตของคนอันเป็นที่รักปรากฎขึ้นต่อหน้า คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ฉันสัมผัสมันได้-ความรู้สึกของเขา มือที่สั่นเทา เราควรทำอย่างไรกับโลกขัดแย้งภายในที่พยายามฉีกเราออกเป็นสองส่วน, กับอีกฉากหนึ่งตอนท้าย วันที่เรื่องราวทั้งหมดจบลง พวกเขา-ญาติของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รอยยิ้มที่มอบให้กับคนรักที่จากไป บันทึกไว้เป็นรูปถ่ายสีซีเปีย รอยยิ้มของเหยื่อที่ไม่ว่าจะยิ้มอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงสักข้อไปได้ ทั้งเรื่องที่เขาเป็นเหยื่อ ทั้งเรื่องของความทุกข์ทน และเรื่องของคนรักที่ไม่มีวันกลับมา

The Age of Shadows (2016)- เหล้าในไห

fullsizephoto751061

ความสนใจหนังเรื่องนี้เกิดจาก, หนึ่ง การที่เป็นหนังของผู้กำกับ Kim Jee-woon ที่เคยกำกับหนังสุดตราตรึงอย่าง I Saw the Devil, สอง ลุงซองคังโฮ ที่เคยเล่นบทตำรวจสติเฟื่องใน Memories of Murder และสาม กงยูอปป้า

เคยดูหนังเกาหลีมา 2-3 เรื่อง ที่เล่าถึงยุคประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เกาหลีถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่น่าสนใจคือหนังเหล่านั้นล้วนทำออกมาได้ดีทั้งบท นักแสดง และองค์ประกอบต่างๆ ดูแล้วก็ประทับใจและชวนให้เข้าใจหัวอกของผู้คนที่มีประวัติศาสตร์ชาติอันเจ็บปวด เหลือเฟือให้เล่าถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไม่จบสิ้น และ The Age of Shadows ก็กำลังเล่าขานถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นเช่นกัน

The Age of Shadows เป็นเรื่องในยุคที่เกาหลีถูกปกครองโดยรัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่น มีสองตัวละครสำคัญตามโปสเตอร์ คือ สารวัตรลีจองโชล นายตำรวจเกาหลีที่ทำงานให้รัฐบาลญี่ปุ่น กับคิมวูจิน สมาชิกกลุ่มต่อต้านรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีภารกิจสำคัญในเรื่องคือการวางระเบิดเพื่อประกาศเจตนาเรียกร้องอิสรภาพเกาหลี นอกจากนี้ ก็มีตัวละครสำคัญอย่างฮาชิโมโตะ นายตำรวจซาดิสม์ที่คอยตามสังเกตสารวัตรลี (คนนี้ค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ฉันชอบชีคโบนของเขาเวลามันตกกระทบแสง) ฮิงาชิ นายตำรวจญี่ปุ่นผู้บังคับบัญชา (เขาเล่นได้สมกับเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ แม้ว่าตัวจริงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นอยู่แล้วก็ตาม) ยอน หญิงสาวคนรักของคิมวูจิน (มีหลายฉากให้จดจำ แต่ฉันขอเลือกจำฉากที่เธอฉีกคอเสื้อเผยอกนวลเนียนพร้อมกับคาบบุหรี่) ชาซัง หัวหน้ากลุ่มต่อต้าน (ฉันชอบฉากที่เขาซื้อใจนายตำรวจใหญ่ด้วยการดวดเหล้า มีแต่คนอย่างเขาเท่านั้นแหละที่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้) ด้วยภารกิจและอุดมการณ์ที่แตกต่าง ทำให้พวกเขาต้องทำลายล้างกัน แต่ขณะเดียวกันด้วยความแตกต่างนั่น มันก็ได้สร้างเรื่องราวที่ร้อยเรียง สัมพันธ์ เป็นโศกนาฏกรรมความโง่เขลาที่ต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพ ชีวิตเลือดเนื้อที่สัมผัสได้จริงมักถูกให้ค่าต่ำกว่า และพร้อมถูกละทิ้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนามธรรมจับต้องไม่ได้ที่ถูกให้ค่าสูงส่ง เป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่คุ้นเคยของมนุษยชาติเสมอ

ชื่นชมหนังชาตินิยมที่สร้างออกมาโดยไม่ยัดเยียดความรู้สึก ดูแล้วให้ฟีลหนังเจ้าพ่อมาเฟียสอง-สามก๊กล้างแค้นชิงไหวชิงพริบกัน มากกว่าที่จะฝังใจว่านี่เกาหลีถูกญี่ปุ่นย่ำยีนะ (เพราะอันที่จริง ความน่าชิงชังของจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกที่สองก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอยู่แล้ว) เสื้อผ้านักแสดงสวยหรู เข้าฉากมาแต่ละคนก็ดูโดดเด่นมีเสน่ห์ แบบที่ว่าถ้าหลุดไปอยู่ในฉากหนังหว่องกาไวก็คงแนบเนียนไม่เคอะเขินอะไร แล้วหนังก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่ดี อย่างฉากบู๊ที่ต้องหยีตาดู (สมกับเป็นฝีมือผู้กำกับไอซอเดอะเดวิลจริงๆค่ะ) ฉากกดดันที่เล่นเอามือเย็นเหงื่อซึมอย่างในรถไฟหรือในห้องขัง มีฉากเรียกน้ำตาในบัลลังก์พิพากษาคดี บางช่วงบางตอนก็ขำจนหลุดก๊ากออกมา รวมแล้วเป็นหนังที่มีหลายฉากที่บีบคั้นอารมณ์ ดำเนินอยู่บนโครงเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ พลิกไปมาให้เดาะลิ้นกันเป็นระยะ คิดดูแล้วเป็นหนังสองชั่วโมงครึ่งที่เพลิดเพลินจนลืมเวลาอยู่เหมือนกัน (แต่เจ๊คนข้างๆปวดฉี่จนนั่งไม่สุข ดิฉันสัมผัสได้ เห็นใจนาง)

เขาว่าเป็นหนังต่างประเทศที่ได้เข้าชิงออสการ์ ฉันว่าก็ไม่มีอะไรคัดค้านได้นะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่าเป็นหนังชาตินิยม แต่ฉันกลับรู้สึกอินไปกับบางสิ่งที่ใกล้ตัวกว่านั้น ก็อาจจะจริงที่คนเราทำได้ทุกอย่างเพื่ออุดมคติยิ่งใหญ่ที่เป็นนามธรรม แต่ก็มีหลายครั้ง ที่สิ่งซึ่งบันดาลใจให้คนออกตัวเคลื่อนไหว มาจากสิ่งที่สัมผัสได้และกะจ้อยร่อย อย่างเช่น คนที่มีเลือดเนื้ออยู่ตรงหน้า รอยยิ้มของหญิงสาว หรือเหล้าในไหใบใหญ่ที่ได้ดื่มกินร่วมกัน

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้ฉันฉุกคิดได้อย่างหนึ่งว่า สัญชาตญาณไม่ใช่คนละอย่างกับความฉลาด คนเรามักมีแนวโน้มที่จะหยุดยั้งสัญชาตญาณเพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งโง่เขลา แต่อันที่จริงแล้ว สัญชาตญาณอาจจะเป็นความฉลาดที่สุดที่เรามี เราควรให้มันนำทางไป แล้วลดความคิดลงให้เป็นแค่ผู้ตาม สารวัตรลีเป็นคนแบบนั้นในที่สุด และฉันว่าเขาเท่มากทีเดียว

(รูปจาก http://www.hancinema.net/korean_movie_The_Age_of_Shadows.php)

Train to Busan (2016) – แสงสว่างปลายอุโมงค์

train-to-busan-poster-wide.jpg

ภาพจาก https://themoviebeat.files.wordpress.com/2016/08/train-to-busan-poster-wide.jpg?w=600&h=380&crop=1

(*ข้อความต่อจากนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของเรื่อง*)

‘วันนี้ไม่ค่อยมีงานอะไร บ่ายสามกลับกันได้เลย’

หัวหน้าพูดขึ้นในเช้าวันจันทร์ทำงาน-ที่นานทีปีหนจะสงบ-วันหนึ่ง วันจันทร์ที่งานจากอีกฝั่งประเทศไม่มีความเคลื่อนไหวเพราะเป็นวันหยุด คนฝั่งประเทศนี้เลยพลอยได้อานิสงส์ผลบุญไปด้วย

บ่ายสาม วันจันทร์ กลับบ้านเลยดีมั้ย ง่วงเหลือเกิน เผื่อจะได้นอนสักงีบ

คิดไปก็ไถไทม์ไลน์หน้าทวิตเตอร์ไป เลยได้เห็นบางทวิตที่ไหลผ่านเข้ามา

โอ้ ใช่แล้ว เทรนทูปูซาน

ก็ได้วะ ไปดูมันซะหน่อย เป็นกระแสดีนัก

ถ้าน่าเบื่อ ก็หลับมันในโรงนั่นแหละ

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากงยูเป็นพระเอก กับเป็นหนังที่ได้ไปฉายที่คานส์ ฉันก็ไม่มีพื้นหลังอะไรเหนือจากนี้อีก

บวกกับความเป็นหนังซอมบี้ ก็ยิ่งเพิ่มระยะความห่างไกลแและไม่รู้ห่าอะไรเข้าไปให้กับหนังเรื่องนี้อีกเท่าตัว

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

ตัดสินใจอย่างนั้นระหว่างนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉาย เก้าอี้แถวบนสุดของโซนราคาถูก ซ้ายและขวาขนาบด้วยชายหนุ่ม คนซ้ายมาคนเดียว คนขวามากับแฟน

รอบนี้คนเต็มโรง

ทวิตของยูเซอร์ท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ประมาณว่า เริ่มต้นเนิบช้า ก่อนที่ฉับพลันจะเหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ

เป็นเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยน

เริ่มต้นเรื่องมาจุดประเด็นด้วยกวางที่ล้มตายกลายเป็นซอมบี้ในเขตโรงงานแห่งหนึ่ง ก่อนจะตัดเข้าฉากหน้าและหุ่นหล่อๆของพระเอก เป็นสิบถึงยี่สิบนาทีแรกของหนังที่เนิบ เรื่อย แต่เพลินตาเพลินใจดีนัก

พระเอกที่งานรัดตัว หย่ากับเมีย อาศัยอยู่กับแม่และลูกสาววัยประถม วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดของลูกสาว เด็กน้อยได้บอกกับพ่อด้วยความน้อยใจว่าหนูจะนั่งรถไฟไปหาแม่ที่ปูซานคนเดียว (พ่อไม่ว่างไม่ต้องไปก็ได้)

คนเป็นพ่อที่วันๆทำแต่งาน ห่างเหินกับลูกสาว ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วตัดสินใจ-ไปเป็นเพื่อนลูกก็แล้วกัน

รถไฟ KTX ออกเดินทางจากโซลมุ่งสู่ปูซาน เมืองท่าทางตะวันออก ใช้เวลาโดยสารประมาณสองชั่วโมง

ทั้งคู่ขึ้นไปบนนั้น พร้อมผู้โดยสารมากหน้าหลายตา นักธุรกิจ สามีภรรยา นักเรียน ครอบครัว เด็ก คนแก่

ได้เวลาออกเดินทาง เจ้าหน้าที่รถไฟให้สัญญาณปิดประตู หากแต่เสี้ยววินาทีนั้น หญิงคนหนึ่งพร้อมด้วยร่องรอยแผลสดบริเวณน่องขาก็กระโดดขึ้นรถไฟมา ทันก่อนที่ประตูจะปิดพอดิบพอดี

แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวน

เรื่องราวต่อจากนั้นคือส่วนที่สมควรเรียกว่า เหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ โดยแท้จริง

หญิงที่โดดขึ้นรถไฟคนนั้นกลายร่างเป็นซอมบี้-ที่วิ่งไวและอะเลิร์ทเป็นบ้า ก่อนที่จะกัดพนักงานรถไฟคนหนึ่ง หลังจากนั้น ก็ประหนึ่งโลกยุคก่อร่างสร้างสิ่งมีชีวิต เซลส์หนึ่งแตกตัวเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ลุกลาม โกลาหล บ้าคลั่งและหนีตาย

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

เอาจริงมั้ย ให้ผ่านตั้งแต่เริ่มมีซอมบี้ตัวแรกเกิดขึ้นบนรถไฟแล้ว

ยิ่งตอนเรื่องดำเนินเข้าสู่กลุ่มตัวละครหลัก ที่ประกอบด้วยพระเอก ลูกสาว หญิงท้องแก่กับคุณพี่ร่างหมีสามีสุดเท่ของนาง ชายสติไม่สมประกอบ หนุ่มเบสบอลมอปลายกับสาวน้อยที่กิ๊กกั๊กกันอยู่, ความลุ้นฉี่เหนี่ยว มือเย็น นั่งไม่ติดก็ยิ่งเพิ่มระดับอีกเท่าตัว

ฝูงซอมบี้ที่รุกไล่กลืนกินพื้นที่มนุษย์จากท้ายขบวนขึ้นมา พื้นที่คับแคบจำกัด หากแต่รถไฟต้องมุ่งหน้าสู่ปูซานต่อไป เพราะขณะนั้นโลกภายนอกทั้งหมดก็ถูกกลืนกินด้วยซอมบี้ไม่ต่างกัน ไม่ โลกข้างนอกขณะนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวคือการไปให้ถึงปูซาน เมืองที่ยังปลอดภัยและคุมสถานการณ์ไว้ได้

รถไฟขบวนนี้จึงเป็นตัวนรก แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นทางสู่สวรรค์เพียงหนึ่งเดียว

สถานการณ์-ไม่มีทางอื่นอีก-เช่นนี้ ลุ้นเหงื่อเปียกไส้หดขนาดไหน วัดจากเสียงหวีดร้อง-เหี้ย ที่ดังประปรายเป็นระยะๆ ในโรงรอบนั้นได้เลย

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติและถูกพูดถึง เหนือไปจากความตื่นเต้นวิ่งสี่คูณร้อยหนีบรรดาซอมบี้ ก็น่าจะเป็นแก่นสารแง่มุมมนุษย์ที่ถูกนำเสนออีกด้านหนึ่ง

หนังจงใจใส่ดราม่าอย่างร้ายกาจ จนผู้ชมบางท่านออกปากว่ายัดเยียด แต่สำหรับฉันแล้ว มันสมเหตุสมผลและสะเทือนใจ พาลให้ประหวัดนึกไปถึง Tae Guk Gi หนังสงครามเกาหลีในตำนานได้ในบางห้วงอารมณ์

ในสภาวะการณ์คับขัน -หนังหลายต่อหลายเรื่องก็ถ่ายทอดมุมนี้ให้เห็นกันบ่อยๆ- มนุษย์จะมีสองด้านปรากฎขึ้นเสมอ และสองด้านนี้ ในแง่มุมชีวิต ก็เป็นโลกสองใบใหญ่ของเรา ครอบงำเราไว้และบางครั้งก็ฉีกเราเป็นสองชิ้น

ในหนังมีตัวละครโดดเด่นอย่างตาลุงนักธุรกิจที่พร้อมทำทุกอย่าง แม้แต่การโยนคนเป็นให้ฝูงซอมบี้ เพื่อให้ตัวเองรอด

รวมถึงฉากสะเทือนใจ เช่น ตอนกลุ่มหัวขบวนรถไฟกั๊กห้องเอาไว้ ขับไล่ไม่ให้พวกพระเอกที่อุตส่าห์ฝ่าฝูงซอมบี้จากท้ายขบวนเข้ามาอยู่ด้วยกัน (ภาพสาวท้องแก่ตอนร้องไห้นั่น มันชวนให้จุกในคอเอามากๆ)

ในฐานะคนดู, เรา ‘ยี้’ ให้กับคนและฉากเหล่านี้ได้อย่างเต็มปาก

แต่เอาเข้าจริง ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์โหดร้ายแบบนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าเราจะทำตัวเป็นแม่พระแห่งหลุมนรกได้

คำถามที่ว่า เรารักตัวเองเท่ากับว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่ หรือเราควรทำอย่างไรระหว่างรักษาชีวิตตัวเองไว้กับการช่วยเหลือคนอื่น

และบางครั้งคำถามก็ยังตามหลอกหลอนเราต่อ แม้ว่าเราจะเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วก็ตาม

เราทำถูกใช่มั้ยที่เลือกทำเพื่อตัวเองก่อน

วันนั้นถ้าเราไม่เลือกช่วยคนอื่น ตัวเองก็คงไม่โชคร้ายแบบนี้

เราสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น นั่นเท่ากับว่าการไม่ช่วยเหลือคนอื่นจะนำมาซึ่งความตรอมตรมอย่างแสนสาหัส

ในโลกที่ไม่ใช่ของมนุษย์ การเอาตัวรอดไม่ใช่ความชั่วช้า แต่มันคือเรื่องธรรมชาติและช่วยไม่ได้

แต่ในโลกของมนุษย์ การเอาตัวรอดหลายกรณีถูกตีความและรับรู้ความหมายว่า ‘เห็นแก่ตัว’

ศีลธรรมยกระดับความสูงส่งให้เรา มันพร้อมจะพาเราไปสู่ดินแดนแห่งความสุขสันต์และหอมหวาน แต่ในขณะเดียวกัน ศีลธรรมเดียวกันนั้นเองที่ฉุดเราให้ดำดิ่งลงสู่เหวมืดลึกที่อาจจะมีแค่มนุษย์ในโลกมนุษย์ของเราเท่านั้นที่จะลงไปถึง

โลกของสัตว์ประเสริฐ อาจจะมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ความรู้สึกผิด และการฉีกตัวเองออกเป็นสองชิ้นก็เป็นได้

ฉากที่ฉันประทับใจเป็นการส่วนตัว คือฉากหนีตายจากซอมบี้ 4×100 ตอนที่พวกพระเอก/เหล่าคนที่รอด(ในชั่วขณะหนึ่ง) ได้เห็นคนที่โดนกัดค่อยๆกลายร่างเป็นมนุษย์

แน่นอน, ไม่ว่าใครก็กลัวความตายทั้งนั้น ที่หนีกันอุุตลุต วิ่งซอยเท้ายิก ก็เพราะเหตุผลที่ว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่อีกแง่ ฉันเข้าใจว่ามันยังมีความกลัวที่ผสมปนเปอยู่ ณ ก้นบึ้งของจิตใจ ความกลัวที่เกิดจากการได้เห็นคนที่เพิ่งจะ’มีชีวิต’เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ค่อยๆกลายร่างเป็นซอมบี้

ความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะมันพรากชีวิต ตัวตน และโลกทั้งหมดของเราไป หากแต่ในบางครั้ง ความตายมันยังจะพอให้เราหาเรื่อง ‘ปลอบใจ’ ตัวเองได้บ้าง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะพาเราไปไหน อาจจะเป็นที่ซึ่งสงบและเยียบเย็นกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

แต่การกลายร่างเป็นซอมบี้ มันไม่มีที่ทางเหลือเผื่อไว้ให้เราสร้างเรื่องปลอบใจตัวเองได้เลย เพราะเราเห็นต่อหน้าต่อตาเราเองเลยว่า โดนกัดแล้วไปไหน

ให้ตายยังมีความหวังมากกว่า เพราะอย่างน้อยปลายทางก็ยังเปิด ให้พอลุ้นถือข้างกันได้บ้าง

แต่ให้ซอมบี้กัด มันไม่เหลือทางเลือกอะไรให้เราได้ลองเสี่ยงเลย

ด้วยเหตุนั้น แม้ฉันจะน้ำตาซึมให้กับฉากเงาพระเอกที่ค่อยๆโน้มลงสู่รางรถไฟ แต่ฉันก็พอจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงยัง ‘พอจะสงบใจ’ ให้กับภาพนั้นได้บ้าง

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีเสียงชื่นชมล้นหลาม การได้เห็นคอมเม้นประเภท 10/10 กลายเป็นเรื่องชินตา แต่แน่นอนว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เฉยๆ หรือถึงขั้นไม่ชอบก็มีให้เห็นประปราย

ถึงอย่างนั้น ก็จะมีคำชมหนึ่ง-แม้จะเป็นคนที่เฉยๆหรือถึงขั้นไม่ชอบก็ตาม ที่ได้ชื่นชมกันไว้ค่อนข้างมากคือเรื่องของ ‘ฉากจบ’

การบีบหัวใจคนดูด้วยความเงียบ นับแต่วินาทีที่รถไฟจอด สามชีวิตที่ต้องเดินฝ่ากองซากศพ เข้าสู่อุโมงค์มืดมิดที่มองไม่เห็นแสงปลายทาง

ฉากที่ทหารจากฝั่งปูซานเล็งลำกล้องไปยังเงาของสิ่งซึ่งเหมือนมนุษย์ที่กำลังเดินเข้ามา คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งการว่า-ยิง

หนังที่ฆ่าตัวละครมานับไม่ถ้วนในเกือบสองชั่วโมง ทำให้เราไม่สามารถไว้วางใจได้เลยว่ามันจะไม่ฆ่าใครอีก

ความจริงแล้วฉันค่อนข้างพร่าเลือนกับฉากบีบหัวใจนี้อยู่สักหน่อย เพราะอดรนทนไม่ได้ เผลอหลับตาน่าจะกินไปหลายวินาทีอยู่

หากแต่เสียงร้องเพลงอันน่าเศร้าของเด็กหญิงที่ดังขึ้นในชั่วขณะสุดท้าย ก็ทำให้ฉันต้องลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมามองดูความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า มองดูชีวิตที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินต่อ

น้ำตาที่กักไว้ในหลายฉาก มาล้นทำนบเอาก็ตอนนี้ พร้อมๆกับคำขอบคุณถึงผู้กำกับที่ไม่ใจร้ายต่อกันมากเกินไปนัก

ดูหนังที่เล่นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก็หลายเรื่อง

เพิ่งเคยเห็นที่สว่างไสวที่สุดก็เรื่องนี้แหละ

อันที่จริง ฉันเคยลุยเดี่ยวขึ้น KTX จากโซลไปปูซานเมื่อ 3-4 ปีก่อน สมัยชีวิตยังอิสระ

ขบวนรถไฟในวันธรรมดา คนโดยสารบางเบา เงียบเชียบ ที่นั่งไม่เนี้ยบอย่างรถไฟญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีอะไรให้ตำหนิ

รถไฟวิ่งเร็วปร๋อ พุ่งผ่านสองข้างทาง เมืองสลับทุ่งสลับภูเขา เป็นที่รื่นรมย์ใจอยู่มาก

นึกย้อนวันวาน ขอบคุณที่วันนั้น ไม่มีเหตุการณ์แบบในหนังเกิดขึ้น เพราะไม่งั้นฉันคงเป็นซอมบี้ตัวแรกๆ โดนเขี่ยทิ้งอยู่แดกู ไม่ถึงปูซานเป็นแน่

และขอบคุณผู้กำกับที่เลือกใช้รถไฟขบวนนี้ สร้างความทรงจำซ้อนทับ ไม่ให้ฉันลืมช่วงเวลาสองชั่วโมงนั่นได้เลย