Only the Brave (2017) – ต้นไม้สองพันปี

พอจะรู้ก่อนดูว่าเป็นหนังที่ Based on true story ที่กระแสค่อนข้างดี (ต้องขอบคุณทวิตเตอร์อีกครั้งที่พาข้าพเจ้าเดินออกมาหาหนังดีๆ) และก็รู้แค่นั้น ไม่ได้ศึกษาก่อนว่าทรูสตอรี่ที่ว่ามันเป็นเรื่องราวอย่างไร นั่นคือเด๋อที่หนึ่ง

เด๋อที่สองคือ พอดูไปสักพัก เอ๊ ไอ้หนุ่มติดยาหัวทองคนนั้นทำไมมันคุ้นจังว้า เหมือนเคยเห็นย้ำๆ ซ้ำๆ ที่ไหนบ่อยๆ ผ่านไปพักหนึ่งก็ ป๊าบ! (เสียงตีเข่าฉาด) พ่อพระเอกตีกลอง Whiplash ของน้อง ไมลส์ เทรลเลอร์ นี่เอง(กี๊ด) และใช่ค่ะ ด้วยหนังเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้ารักเขามากยิ่งขึ้น ฝากบอกเขาทีว่าคุณเป็นคนที่เล่นบทแนวลูซเซอร์ได้เท่เป็นบ้า

กลับมาที่ตัวหนัง บอกตามตรงว่าเพราะความเด๋อจึงไม่รู้ว่าโทนหนังมันจะออกมาแนวนี้ แม้กระทั่งถึงฉากตอนที่เป็นไฮไลท์ผจญภัยครั้งสุดท้ายของเรื่อง ก็ยังจะคิดว่ามันจะมีพล็อตทวิสต์อะไรโผล่มา และตอนที่ดูหนังนี่เองแหละ ถึงได้สะอึกและกล้ำกลืนจุกก้อนโตลงคอ ความรู้สึกอาจจะไม่เทียบเท่า, แต่พอจะจินตนาการได้ว่าตอนที่ทุกคนในชีวิตจริง ได้รับรู้เรื่องราวของเหล่าชายนักผจญเพลิง พวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร

ชอบการเล่าเรื่องของผู้กำกับ อ่านความเห็นบางคนบอกว่ามันเรื่อยเฉื่อยเกินไป แต่ฉันกลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย กลับชอบโทนการเล่าเรื่องแบบพาไปให้เห็น ให้ฟัง ดูว่าพวกเขาทำงาน ใช้ชีวิต และผูกพันกันอย่างไร จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งของหนังที่รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เฮ้ย เพลินอะ เราเพลิดเพลินกับเรื่องของผู้ชายพวกนี้ ครอบครัว เพื่อนพ้องของพวกเขามาก จนแอบคิดว่าหนังยาวไปเลยลูกพี่ น้องดูได้ ฮ่า พอมาคิดดูไอ้เรื่องราวเพลินๆ ที่ดูมาเกือบทั้งเรื่องนี่แหละตัวดีเลย มันสร้างความผูกพันเรากับตัวละครอย่างแรง จนเราอยากอยู่กับพวกเขา อยากเห็นพวกเขาแบบนี้ตลอดไป

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบมากคือฉากไฟป่า อลังการเว่อ ดูหนังจอใหญ่ๆ แล้วเหมือนจะโดนเผาไปด้วย เวลาเห็นอะไรแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกว่าธรรมชาติมันยิ่งใหญ่ อันตราย แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกควบคู่ไปด้วยว่า เฮ้ย มนุษย์มันตัวเล็กก็จริง แต่มันก็มีวิธีจัดการ มันก็สู้ของมันได้ มันจะชนะหรือแพ้ก็ตามแต่ แต่มันก็มีวิถีทางของมันที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี่เหมือนกัน ยิ่งตอนฉากทำแนวกันไฟล้อมต้นไม้สองพันปี ตอนที่ไฟดับพรึ่บ นี่แทบอยากจะชูแท่งไฟให้เหล่าอปป้าเครื่องแบบสีเหลืองมอมแมมพวกนี้จริง ฮึก ผู้ชายตั้งใจทำงานยังไงก็เท่เสมอเลยนะคะ

ฉากที่ชอบของหนังเรื่องนี้: ชอบฉากสนทนาของเหล่าอปป้า คือมันเรียล มันกากตามสไตล์ผู้ชายตั้ง 20 คนที่ต้องมาอยู่ด้วยกัน, ฉากที่น้องโดนัทอุ้มลูกที่ไข้ขึ้นไปหาเพื่อนให้เมียเพื่อนช่วยดู น่ารักน่าเอ็นดู ไฟป่าไม่น่ากลัวเท่าลูกที่ไข้ขึ้นเนอะ, ฉากที่หัวหน้ากลับมาขอเมียคืนดี ‘I’m yours’ งื้อ คนแก่เขาง้อกันแบบนี้สินะคะ, ฉากตอนน้องโดนัทฟังเสียงโต้ตอบจากวิทยุสื่อสาร, ฉากตอนทุกคนกางถุงกันไฟ บทสนทนาก่อนจะเข้าไปหลบในนั้น, ฉากภาพมุมสูงหลังไฟดับลง เห็นกลุ่มเถ้าถ่านเป็นภาพคุ้นตาอันเจ็บปวด, ฉากตอนน้องโดนัทเดินเข้าไปในโรงยิม, แล้วก็ฉากสุดท้ายที่ต้นไม้สองพันปี — ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์และหลักฐานพยานของการมีชีวิตอยู่ที่งดงามที่สุด

ฉันดูหนังน้อยในปีนี้ แต่ก็ขอถือโอกาสยกให้เป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบปีที่ได้ดู และก็ยกให้เป็นหนังอันดับต้นๆ ในดวงใจไปเลย อาจจะมีหนังหลายเรื่องที่ทำให้ต้องปาดน้ำตาก่อนเดินออกจากโรง แต่เข้าใจว่าไม่บ่อยนักที่จะเป็นการปาดน้ำตาด้วยความรู้สึกคิดถึงและขอบคุณแบบนี้ อิมแพคของมันทำให้ฉันร้องไห้ไปอีกสักพักตอนกลับมาถึงห้อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกอยากใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ อยากทำในสิ่งที่ทำตัวเองทำได้ให้ดีกว่านี้

Advertisements

Fight Club (1999)

MV5BZGY5Y2RjMmItNDg5Yy00NjUwLThjMTEtNDc2OGUzNTBiYmM1XkEyXkFqcGdeQXVyNjU0OTQ0OTY@._V1_

พ่อลูเซอร์ทุกสถาบัน

หนังสุดทุกทาง ความบ้า ความแตกแยกของจิตใจ ทะลุโลก เปราะบาง

ทุกวันคือความปลอดภัยและมั่นคง บนผิวน้ำของชีวิตเราคาดหวังความราบเรียบเช่นนั้น, แต่เมื่อเราได้มันมา เราจึงได้รู้ว่าชีวิตที่คาดเดาได้และเป็นไปตามแผน มันกัดกินวิญญาณในที่สุด

แต่งตัวผูกไทไปทำงาน พยายามให้ดีแต่ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายขอแค่มีเงินเข้าบัญชีทุกปลายเดือน พวกเขาและฉัน ต่างก็มีไทเลอร์ซ่อนอยู่ในตัวรึเปล่า ไทเลอร์คนเท่ผู้หันหลังให้โลก คนที่สร้างไฟว์คลับไปทั่วใต้แผ่นดิน คนที่จุดระเบิดตูมตามไปทั้งเมือง

ฉากที่ต้องสูญเสียทุกอย่าง โซดาไฟหยดลงบนหลังมือ, บนรถยนต์ที่ปล่อยพวงมาลัยแล้วเหยียบคันเร่ง วินาทีที่สมองส่วนถูกทำให้เชื่องทำงาน ไทเลอร์จะสาดน้ำใส่หน้าเราเสมอ ไป ชีวิตมึงต้องไปให้สุด ไอ้ไก่อ่อน

ความขบถมันน่าให้ค่า ในสังคมที่มีเต็มไปด้วยเรื่องที่ควรจะเป็น เราอยากเป็นเมมเบอร์ไฟท์คลับ เราอยากยิ้มกระหย่องให้กับตัวตนลับในคราบลูกจ้าง เราอยากแฮปปี้กับแผล และบางวันเราก็อยากลองฉีดน้ำราดหัวคนดูบ้างสักครั้ง

เจ้าของบ้านร้างชื่อเจ, หัวหน้าไฟว์คลับชื่อไทเลอร์, สาวใต้ตาดำคาบบุหรี่ผู้น่ารักหนึ่งเดียวของฉันชื่อมาร์ลา ส่วนพ่อหนุ่มนอนไม่หลับ ไก่อ่อน และอึดกว่าหมีนั้น ไม่มีชื่อ เขาเป็นผู้บรรยาย

หนังพล็อตพลิกจะอยู่ในใจผู้คนได้นานก็ต่อเมื่อมันพลิกได้คว่ำจริงๆ กับ-มันมีรายละเอียดที่ชวนให้หลับตานึกถึง โหยหาตัวละครตัวนั้น ฉากนั้น บทพูดนั้น ความรู้สึกที่เหลืออยู่

ความประหลาดของหนังเรื่องนี้คือ มันเป็นหนังที่บ้าเหี้ยๆ แต่ละฉากก็ดีเดือดเหนือสามัญสำนึก แต่ดันจบได้บได้โรแมนติกดอกไม้ไฟสว่างว้าบกลางฟ้า แล้วพอหลับตานึกย้อนไปถึงแต่ละฉากแล้วก็รู้สึกดี ผูกพันเหมือนนึกถึงเรื่องของตัวเอง ของเพื่อน อืม แล้วก็เนี่ย ดูไปเรื่อยๆ นับเป็นเพื่อนเฉย

La La Land (2016)- ดินแดนแห่งฝัน

1ฉันไม่ค่อยถนัดละครเพลงเท่าไหร่นัก แต่ฉากเปิดของหนังเรื่อง La La Land บนทางด่วนรถติดยาวเหยียด หญิงสาวก้าวลงจากรถออกสเต็ปยักย้าย ก่อนที่คนนบนท้องถนนแห่งนั้นจะพากันโดดลงมาจอย เป็นแฟลชม็อบละครเพลงย่อมๆนั้น ก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ อดที่จะเคาะนิ้ว กระดิกเท้าตามไปด้วยไม่ได้

หญิงสาวผู้ตามหาตำแหน่งแห่งหนของตนที่จะปรากฎในหนังสักเรื่อง กับชายหนุ่มผู้ต้องการมีร้านอาหารที่เขาจะสามารถบรรเลงเพลงแจ๊ซที่กำลังจะตายให้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ทุกอย่างคงจะน่าตื่นตาตื่นใจถ้าหากว่าความฝันเหล่านั้นเกิดในช่วงชีวิตวัยรุ่น หากแต่ช่วงวัยที่ไม่ใช่เด็กแล้วของทั้งคู่ ความฝันที่กำลังเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตของมัน ก็ทำให้พวกเขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาวะความฝันที่แปรสภาพเป็นภาระ

ด้วยความที่เป็นหนังของผู้กำกับ Whiplash หนังสงครามขึ้นหิ้งของฉัน ก็ทำให้สงสัยใคร่รู้อยู่มากว่าเขาจะสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไร ไหนจะกระแสอันครึกโครม รางวัลที่กวาดมาเกือบหมดหิ้งนั่นอีก แต่พอดูแล้วฉันก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนถึงได้ชอบกันนัก ก็หนังมันออกจะสุนทรีย์ซะขนาดนั้น เพลง ร้อง เต้น นางเอกพระเอก แล้วยังจะเรื่องความรักที่น่าประทับใจนั่นอีก หากว่า Whiplash เป็นหนังความฝันล้วนๆ La La Land ก็คงเป็นหนังรักที่มีความฝันเป็นส่วนประกอบ

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับคนนี้ก็ยังไม่ละทิ้งแนวคิดที่ว่าในสองทางเลือกระหว่างความรักกับความฝัน สุดท้ายแล้วเขาจะเลือกความฝัน เหมือนอย่างใน Whiplash เพียงแค่ว่าหยิบมันมาเล่าอย่างผู้ใหญ่ อย่างซาบซึ้งใจ และนิ่มนวลชวนตราตรึง (อันที่จริงมันค่อนข้างจะต่างกับ Whiplash อยู่ประมาณนึงหากว่ากันด้วยเรื่องความรัก) ฉันค่อนข้างชอบทัศนคติของเขาอยู่มาก ชวนให้นึกจินตนาการถึงตัวเขาเองว่าจนถึงจุดที่เขาได้ทำหนังโด่งดังเป็นที่รู้จักตอนนี้ เขาได้ทิ้งความรัก (พูดให้ถูกคือความสัมพันธ์) มามากน้อยแค่ไหน

มีคนแสดงความเห็นไว้กับหนังเรื่องนี้ประมาณว่า ความผิดพลาดของคนเราคือการไม่รู้ว่าใจตัวเองอยู่ที่ใด เขาจะมองว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ฉันกลับไม่เห็นด้วยในถ้อยคำของเขาเลยสักนิด หนึ่ง คำว่า’ความผิดพลาด’ อะไรคือความผิดพลาดของทั้งคู่อย่างนั้นหรือ การที่ครั้งหนึ่งพวกเขาได้พบกัน ตัดสินใจที่จะสนับสนุนความฝันซึ่งกันและกัน แล้วสุดท้ายพวกเขาได้เดินตามความฝันนั้น นอกจากมันจะไม่ผิดพลาดแล้ว มันยังถูกต้องที่สุดด้วยไม่ใช่หรืออย่างไร และสอง ‘การไม่รู้ว่าใจตัวเองอยู่ที่ใด’ ไม่เลย ไม่ใช่อย่างยิ่ง พวกเขารู้มาตลอดว่าใจตัวเองอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่เคยลืม ถ้าความรักจะเป็นความรักได้ก็ต่อเมื่อคนเราต้องอยู่ด้วยกัน แน่นอน พวกเขาคงไม่อาจเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าความรัก แต่เพราะความรักไม่ได้กะจ้อยร่อยแบบนั้น มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการอยู่ด้วยกัน แต่มันคือเรื่องของการเชื่อมต่อและสื่อถึงกัน พวกเขาสื่อถึงกันแล้ว และแม้พวกเขาจะไม่ได้พบกันอีก มันก็ไม่สลักสำคัญอะไรอีกแล้ว

ฉากที่ชวนให้น้ำตาซึมสำหรับฉัน เป็นฉากที่นางเอกเล่าเรื่องพี่สาวของเธอที่กระโดดลงน้ำในการออดิชั่นรอบสุดท้าย การทำตามความฝันเป็นเรื่องเจ็บปวด ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็เป็นแบบนั้น และฉันดีใจที่พวกเขาทำมันได้ในที่สุด

A.I. Artificial Intelligence (2001)- การพักผ่อน

AI_Poster

(ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/A.I._Artificial_Intelligence)

มีหนังเรื่องอะไรบ้างที่ทำให้ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง สะอึกสะอื้น สะเทือนใจแบบนั้น

เท่าที่จำได้ มีเทกึกกี ไททานิคที่มีโอกาสได้ดูในโรงอีกครั้งตอนมหาลัย โอคุริบิโตะในการดูครั้งที่สอง อืม.. ประมาณนั้นมั้ง นอกนั้นก็ร้องไห้ตามประสา แต่ไม่ถึงขั้นสะอึกสะอื้นแบบห้ามตัวเองไม่ได้อย่างสองสามเรื่องที่ว่ามา

แล้วเมื่อคืนนี้(ความจริงแล้วฉันดูหนังเรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อน) ก็บังเอิญได้พบเรื่องที่สี่- กับหนังในตำนานอย่าง A.I.

ไม่เคยอ่านสปอยล์หรือเรื่องย่ออย่างจริงจัง แต่ก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าเป็นเรื่องราวของปัญญาประดิษฐ์ที่มีชีวิตจิตใจ

และเป็นหนังที่-เศร้าฉิบหาย ในตำนานเรื่องหนึ่ง

ก็เตรียมใจไว้ แต่ก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก

ความจริงก็น้ำตาซึมเรื่อยๆมาตลอดในช่วงครึ่งแรก (หนังยาวสองชั่วโมงกว่า) แต่ในช่วงครึ่งหลังไปจนฉากตอนสุดท้ายกลับไม่ได้เสียน้ำตาพร่ำเพรื่อขนาดนั้น จวบจนกระทั่งหนังเข้าสู่ตอนจบแล้วตัดเข้าเครดิต นั่นแหละ เข้าใจเลยว่าสภาวะเมฆที่อมน้ำไว้จนหนัก ทนไม่ไหว แล้วต้องปล่อยทุกอย่างให้ร่วงหล่นลงมา มันเป็นความรู้สึกยังไง

ในพันทิปมีคอมเม้นต์นึงพูดไว้ประมาณว่า ตอนเด็กๆเคยเห็นแม่ดูเรื่องนี้แล้วร้องไห้เป็นเผาเต่า ตอนนั้นก็ได้แต่สงสัยว่าแม่ร้องไห้ทำไม พอโตขึ้น หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูกับแม่ สุดท้าย กอดคอร้องไห้กันสองคน

อ่านแล้ว ฉันก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ

มีหนังมากมายในโลกนี้ ที่เล่าถึงการผจญภัยเพื่อตามหาบางสิ่ง

หลายๆเรื่องก็โหด ทรหด ลุ้นล่าตามหากันสุดขอบโลก เจอแล้วก็ยังหลุดมือไป ต้องไปต่อสู้แย่งชิงกันอีก มหากาพย์ไม่จบไม่สิ้น

เทียบกันแล้ว บรรยากาศของ A.I. นั้นช่างมุ้งมิ้งและสงบกว่ามาก หากแต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการตามหา การข้ามผ่านเวลาอันยาวนาน การยึดติดและมุ่งมั่นต่อบุคคลอันเป็นที่รัก การฝ่าฟันอุปสรรคทั้งเวลา ระยะทาง และนวัตกรรม รวมไปถึงการต้องอยู่ยงคงกระพันในโลกที่เป็นอนิจจัง ก็ถือว่า A.I. นั้นไม่ได้เฉียดใกล้ความมุ้งมิ้งเลยแม้แต่นิด หนำซ้ำยังทรหดและมหากาพย์กว่าหลายๆเรื่องที่บู๊กันสนั่นเสียอีก

ฉากตอนที่ได้พบกับแม่ แล้วนอนหลับไปด้วยกัน มันทรงพลังและทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เหมือนกับคนที่วิ่งมาเป็นสิบๆโล แล้วมาถึงเส้นชัย – ในที่สุด

ฉันก็เพิ่งได้ตระหนักเหมือนกันว่า การได้พบกับสิ่งที่ตามหา คือการพักผ่อนที่ดี

แม่ของฉันไม่ใช่คนดูหนัง ยิ่งเป็นหนังฝรั่งด้วยแล้ว เท่าที่จำความได้ ดูจะเป็นโลกที่ห่างไกลจากแม่ ระยะทางพอๆกับที่นิยายของ ก.สุรางคนางค์ห่างจากโลกของฉัน

แต่ถ้ามีโอกาส ฉันก็อยากนั่งดูหนังเรื่องนี้กับแม่ด้วยกัน เผื่อว่าเราจะกอดคอร้องไห้ เหมือนแม่ลูกคู่นั้นบ้าง

君の名は(2016)

20160829232110

ฉันประหลาดใจไม่น้อยตอนที่ทุกคนล้วนพูดถึงและแห่แหนกันไปดู Kimi no Na Wa

โอ้โห คนเขาสนใจหนังของชินไคซังกันขนาดนี้เลยเหรอ ไม่สิ, ต้องถามว่าชินไคซังทำหนังที่ทำให้คนชอบได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

ผลงานขึ้นหิ้งอย่างเรื่อง 5 cm per second ที่ทำให้ฉันและหลายคนประทับใจ แน่นอนว่ามันก็เป็นกระแสระดับหนึ่ง แต่ก็เข้าใจว่ามันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มอยู่บ้าง

กลุ่มคนโดดเดี่ยวและชอบความเจ็บปวดบางประเภท, แบบฉัน เป็นต้น

ฉันยังจำได้ตอนแนะนำเรื่อง 5 cm per second ให้เพื่อนดู ด้วยความคาดหวังอย่างมากว่ามันจะต้องชอบเหมือนกัน แต่หลังจากที่มันดูจบก็มีข้อความจากมันส่งกลับมาแนวๆว่า ‘มึงก็ชอบเรื่องแบบนี้ตลอด’

เรื่องแบบนี้- แบบที่มันไม่ชอบสินะ

อย่างไรก็ตาม 5 cm per second นั้นก็ต้องยกย่องความดีให้นิยายที่เป็นเล่มด้วยส่วนหนึ่ง รายละเอียดหลายๆอย่างที่ไม่รับการถ่ายทอดผ่านอะนิเมะ ทั้งถ้อยคำ และความเหงาล้ำลึกของพระเอก ถูกอัดแน่นอยู่ในตัวอักษรซะมาก

คนที่ทั้งดูและอ่านอย่างฉัน ก็ประทับใจขึ้นหิ้งตายไปเลย

เหตุนี้ พอได้ยินข่าวคราวอะนิเมะเรื่องใหม่ของผู้กำกับคนนี้ ก็ทำให้ฉันอดตื่นเต้นและคาดหวังถึงความเงียบเหงาแบบที่เคยได้รับมาก่อนไม่ได้

และนั่นแหละ, เพราะคิดไว้แบบนั้น เลยประหลาดใจที่มันเป็นกระแส

นี่คนเขามาเทรนด์เหงา เทรนด์หว่องกันแล้วรึไง

หลังจากได้ดู ต่อคำถามข้างบน ก็ตอบได้ทั้งใช่ และไม่ใช่

ใช่- Kimi no Na Wa มีความเหงาของตัวละครปรากฏอยู่ การตามหาบางสิ่งที่ขาดไป มือที่ยังหลงเหลือสัมผัสของบางสิ่งที่อาจทำหล่นหาย ณ ที่ไหนสักแห่ง สักช่วงเวลา การรอคอยที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความเปล่าเปลี่ยวในเมืองใหญ่ ผู้คนมากมายและความเงียบของมัน

ฉันหลงรักโตเกียวมากก็ตรงจุดนั้น ใน 5 cmฯ ทำไว้อย่างดี ความเงียบเหงาของเมืองอันวุ่นวายที่เราก่นด่ามันทุกวัน แต่ที่สุดก็เกลียดมันไม่ลง

เรื่องนี้ก็มีประเด็นตรงนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หลักใหญ่ใจความสำคัญเท่าไหร่นัก ความเหงาส่วนมากจะไปกระจุกอยู่ในบรรยากาศของความเหลื่อมล้ำมิติเวลา ในความกว้างขวางของทะเลสาบ ภูเขา และทุ่งหญ้า ในท้องฟ้าค่ำคืนที่ดาวหางแยกออกเป็นสองลูกก่อนตกลงพื้นดิน

และไม่ใช่- Kimi no Na Wa มีความหวือหวาและเร้าใจอยู่มากประมาณหนึ่ง ทั้งเรื่องของการสลับตัวในฝัน ความเหลื่อมล้ำมิติเวลา (อา อันนี้มีทั้งความเหงาและหวือหวาเลยแฮะ) ความตลกขบขัน (เอาจริงคือเผลอก๊ากออกมาหลายฉากอยู่) ความโรแมนติกที่จงใจใส่เข้าไปอย่างชัดเจน การเล่นจังหวะจะโคนกับความรู้สึกคนดูให้ลุ้น ให้ซึ้ง รวมถึงเรื่องราวของตำนานและสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ทำให้เป็นอะนิเมะที่ดูสนุก อยากรู้เรื่องต่อเร็วๆ มากกว่าเป็นการดูไปเรื่อยๆว่าชีวิตของตัวละครเป็นยังไง

และทั้งใช่ ทั้งไม่ใช่- หลายๆคนไม่ได้ชอบทั้งความเหงาและความหวือหวาเร้าใจ หลายๆคนไม่ได้ชอบอะนิเมะ แต่ก็ไปดูเพราะอยากรู้ว่ามันดียังไง พอเข้าไปดูก็เกิดคำถามและความไม่เชื่อ พอไม่เชื่อ ไม่อิน ก็กลายเป็นอะนิเมะที่ดูแล้วน่าขบขันไป เห็นหลายเสียงไม่น้อยเลยที่พูดแนวว่ามันไม่ได้ดีขนาดนั้น

จริงๆแล้วคนทีชอบแนวเปลี่ยวเหงาแบบฉัน ไปดูเรื่องนี้ก็ค่อนข้างไม่อินอยู่บ้างในบางจุด แต่ถามว่าเป็นเรื่องราวที่ประทับใจมั้ย ฉันก็จะตอบเต็มเสียงว่ามาก

เขาเคยทำให้ฉันชอบจังหวะของโตเกียวมาแล้วครั้งหนึ่ง มาวันนี้ เขาก็ทำให้ฉันชอบฮิดะเพิ่มขึ้นมาด้วย (ถึงราเม็งฮิดะจะไม่ค่อยถูกปากฉันเท่าไหร่ก็เถอะ)

ความเหงามักจะถูกพูดถึงบ่อยครั้งในบริบทของผู้คนในเมืองใหญ่ หากแต่ความจริง ทุ่งหญ้าสีเขียว เวิ้งทะเลสาบสีดำขลับ ก็เป็นแหล่งความเหงาที่ใหญ่โตและจู่โจมจิตใจคนเราได้ไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ถ้านึกถึงเสียงชมและกระแสของผู้คน ฉันก็อาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้เท่าที่ตัวเองตั้งใจไว้นัก

แต่ถ้าตัดกระแสรอบข้างออก จินตนาการว่ามีเพียงฉันกับเรื่องราวของทาคิและมิสึฮะ ฉันก็จะพบว่ามันงดงาม และตัวเองรักเรื่องราวของพวกเขาเหลือเกิน

ในลิสต์ไปญี่ปุ่นรอบหน้า (ที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไปตามรอยเรื่องนี้นะ

The Usual Suspects (1995)- พกลม

the-usual-suspects.18652

(ภาพจาก https://subscene.com/subtitles/the-usual-suspects)

หนังในตำนานอีกเรื่องที่เพิ่งมีโอกาสได้ดู

จริงๆเรื่องนี้ก็คล้ายกับ The sixth sense ตรงที่ว่า มาดูเอาวันนี้ก็อาจจะไม่เซอร์ไพรส์มากเท่าไหร่ เพราะเราผ่านการดู ‘ลูกหลาน’ มามากเสียจนพอจะเดาได้ว่า ‘พ่อแม่’ มันเป็นแบบไหน

เรื่องนี้อาจไม่ได้ให้ความรู้สึก หะ ห่าไรเนี่ย ในตอนถึงจุดคลี่คลาย ซึ่งน่าเสียดายตรงนี้แหละว่าถ้าได้ดูเร็วกว่านี้สักเจ็ดแปดปี ก็อาจจะตื่นตาตื่นใจไปกับมัน ขึ้นแท่นหนังในดวงใจได้

แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นหนังพล็อตพลิกที่แปลกอย่างหนึ่งตรงที่ให้ความรู้สึกว่า เฮ้ย เท่ว่ะ คือรู้สึกว่ามันเท่ตรงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มากกว่าประเด็นที่ว่าใครเป็นคนทำ

ไหนจะมหาโจรแต่ละท่านในเรื่องที่คัดแต่ดีๆมาทั้งนั้น แล้วยังจะลำดับการเล่าเรื่องที่ชวนให้อยากรู้ว่ามันเริ่มต้นที่ตรงไหน จะไปต่อยังไงนั่นอีก

มีคอมเมนต์หนึ่งในพันทิป-เว็บบอร์ดคุณภาพ ที่ปรากฏอยู่ในเกือบทุกกระทู้ที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ (ซึ่งตลกเป็นอย่างมาก เพราะท่านผู้นั้นเหมือนจะใช้การก็อปปี้ข้อความวางซ้ำกันทั้งหมด ไม่เชื่อท่านลองเสิร์ชชื่อหนังเรื่องนี้ในพันทิป แล้วลองไล่หาคอมเมนต์ดู) คนเขียนคอมเมนต์ด่าทอ(ใช้คำนี้ได้นะ ถ้าเดาจากน้ำเสียงผ่านถ้อยคำที่ใช้) หนังเรื่องนี้ประมาณว่า ดูจบแล้วรู้สึกว่าเป็นหนังที่หาสาระอะไรไม่ได้

พุทโธ่พุทถัง จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิด เพราะข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน (ฮ่า)

 เวลาได้เห็นน้ำ (ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันเป็นน้ำ) ที่ถูกปั้นเป็นตัว โป๊ะ! ทะลักลงตรงหน้า เชื่อสิ ความรู้สึกตื่นตะลึงมันไม่รุนแรงไปกว่าความรู้สึกกลวงเปล่าได้หรอก

แต่ก็ไม่รู้ว่า ที่เจ้าของคอมเมนต์และข้าพเจ้ารู้สึกไปในทางเดียวกันว่า หาสาระไม่ได้ กลวงเปล่า มันใช่เรื่องที่ไม่ดีหรือติเตียนได้หรือไม่ เพราะความหาสาระไม่ได้ที่ว่า มันดันเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญของเรื่องเสียนี่

ถ้า The prestige เป็นมายากลด้วยตัวหนัง-ตัวมันเอง The usual suspects ก็เป็นความพกลม-ด้วยตัวมันเอง ทำนองเดียวกัน

แก้วกาแฟในฉากห้องสอบสวนใบนั้น ให้ตายก็ไม่มีวันลืม

Whiplash -อีกสักครั้ง

ตั้งแต่ได้ดู Whiplash เมื่อสองปีก่อน ก็กลายเป็นว่าคิดถึงและนึกถึงหนังเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ เรื่อยๆ ตลอดมา

ไม่ได้จะมาเขียนรีวิวอีก เพราะเคยเขียนลงบล็อกอื่นไปแล้ว เมื่อตอนดูในโรงครั้งนั้น

หากแต่ที่จู่ๆนึกครึ้มมาพูดถึงอีก ก็เพราะติดพันจากการดูหนังดนตรี- Sing street เมื่อเช้านี้ ประกอบกับเพิ่งได้ดีวีดีเรื่องนี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อนพอดิบพอดี ประจวบเหมาะทุกอย่าง ที่จะทำให้หยิบขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง- นับเป็นครั้งที่สอง

ความกดประสาทและหฤหรรษ์ที่ได้รับ มันยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ทุกฉากทุกตอนที่จำได้ยังสดใหม่ชวนให้คิดถึงความรู้สึกที่ดูในโรงครั้งนั้น ลมหายใจที่เหมือนจะขาดห้วงไป อาการเหนื่อยประหนึ่งเพิ่งวิ่งสิบกิโลตอนที่หนังตัดจบเข้าเครดิต น้ำตาที่ซึมอยู่ขอบตา อาการชะงักงันค้างกลางอากาศที่ไม่เคยได้จากหนังเรื่องไหนมาก่อนแบบนั้น

คิดแล้วก็รู้สึกเป็นบุญของชีวิตอย่างมากที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ในโรง เพราะต้องยอมรับว่าแม้ดีวีดีจะสื่อสารสาส์นของเรื่องได้ครบถ้วน แต่ความบ้าคลั่งและสภาวะกดดันบางอย่าง มันสมควรผ่านมือภาพและเสียงที่’ใหญ่’ อย่างโรงหนังจริงๆ

แต่การเก็บครั้งที่สองนี้ ก็เพิ่งจะมารู้รายละเอียดสำคัญตอนฉากเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดท้าย ตอนที่อีตาลุงเฟลชเชอร์เดินมากระซิบว่า ‘ฉันรู้ว่าเป็นนาย’ คือแม่งพลาดมหันต์ พลาดอย่างยิ่งใหญ่ที่เก็บฉากนี้ไม่ได้ในโรง เพิ่งมาคลิกก็ตอนที่ดูดีวีดีรอบนี้

ฉิบหาย นี่มันหนังสงครามยิ่งกว่าหนังสงครามเสียอีก

การได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้มาตรฐานหนังดนตรีผิดแปลกไปหมด จะมีเรื่องไหนทำดีออกมาฟีลกู๊ดเท่าไหร่ก็โค่นไม่ได้ ไต่ไม่ถึง เพราะไม่มีหนังเรื่องไหนจะ insane-บ้าคลั่งได้เท่าเรื่องนี้อีกแล้ว หนังดนตรีที่พูดถึงดนตรี มีแต่ดนตรี ฆ่าได้ทุกอย่างเพื่อดนตรี ไม่มีอีกแล้ว

ไดอาล็อกที่ชอบที่สุดของเรื่องก็ยังคงเป็นคำเดิม ‘I will never apologize for how I tried’ ในเมื่อหนังมันจะโหดร้ายมันก็ต้องเอาให้สุดแบบนี้ ไม่มีครึ่งๆกลางๆ

ถ้าจะเอาความอ่อนโยนปลอบประโลมจิตใจให้กลับมาไม่ได้ มันก็ต้องให้ลุงตบหน้าแบบนี้แหละ

ถ้าไม่ตาย ก็ฟื้นขึ้นมาสู้ชีวิตกันต่อได้แน่ๆ

SING STREET (2016)- สิ่งที่ช่วยเหลือชีวิต

sing-street-poster.jpeg

(ภาพ: http://www.indiewire.com/2016/01/once-director-john-carney-finds-the-music-again-in-exclusive-sing-street-poster-32434)

ก้าวเท้าเข้าโรงหนังในรอบกว่าเก้าเดือน

ถ้าเป็นคนท้องลูกก็คลอดพอดี ฮ่า

หนังที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะดู หนังที่พอดิบพอดีกับเวลาที่ว่าง วันอาทิตย์ที่ไม่มีงานแบบวันนี้

เพิ่งมาสะกิดใจหลังจากหนังขึ้นเครดิตว่า นี่มันผู้กำกับเดียวกับ Begin again รึเปล่า เพราะกลิ่นอายคล้ายคลึงกันเหลือเกิน

แล้วก็พบว่า เยส, ตามนั้น

สไตล์ของหนังที่ไม่ได้มีโครงเรื่องซับซ้อนอะไร ชีวิตที่ช่วยเหลือดนตรี ดนตรีที่ช่วยเหลือชีวิต ความทุกข์ความสุขที่ เกลี่ยๆกันไป ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

จำได้ว่าตอน Begin again ไม่ได้ประทับใจกับตัวหนังในแง่พล็อตอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงความอิ่มเอมใจ ช่วงขณะเวลาแห่งความมหัศจรรย์สองชั่วโมงในโรงหนัง ก็จำได้แม่นยำว่าคุ้มค่ามาก

แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้มแล้ว– อะไรประมาณนี้

กับเรื่องนี้- Sing street ก็เช่นกัน, หนังไม่ได้มีโครงเรื่องที่แปลกใหม่หรือหวือหวาอะไร สามารถพบเห็นเรื่องราวของวัยรุ่นแบบนี้ได้ตามหนัง ละครหรือนิยายทั่วไป

หากแต่, แต่ไหนแต่ไรมา และก็คงรวมถึงจากนี้ต่อไป งานวัยรุ่นที่ว่าทั่วไปนั่นก็เป็นงานที่ขายได้เสมอ

ถ้าจะใช้คำว่า ‘แมส’ ก็คงได้ ถึงความหมายมันจะค่อนๆไปทางลบซะนิดหน่อย

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็หมายความว่ามันเป็นเรื่องราวที่ผู้คนจำนวนมาก มีความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมกัน

ชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความสับสน ไม่คิดถึงอดีต ใฝ่หาแต่อนาคตที่ไม่อาจคาดเดา วันวัยที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการบ่มเพาะและแต่งเติมความเจ็บปวด สภาวะกึ่งกลางระหว่างเด็กไม่รู้ประสากับผู้ใหญ่ไร้พลัง ช่วงเวลาแห่งการทำลายกฎเกณฑ์และสร้างสรรค์โลกใบใหม่ของตัวเอง

และแน่นอน, ความรักและความฝัน ที่ไม่มีวันวัยไหนจะเข้มข้นได้เท่าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อีกแล้ว

มันน่าขบขันแต่มันก็กล้าหาญ ตัวตนแบบนั้นที่ไม่ว่าใครก็มีมันอยู่ ฝังอยู่ที่ไหนสักแห่งในความทรงจำ

ที่หนังวัยรุ่นมันขายได้เสมอมาและคงจะตลอดไปก็เพราะแบบนี้ เพราะความขี้ขลาดและความโหยหาพลังชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งต้องโหยหาจากที่ไหน แต่อยู่ในซอกหลืบสักมุมของตัวเอง-ของทุกผู้คน

เชื่อว่าการไปดูหนังวัยรุ่น ครึ่งหนึ่งเราอินไปกับตัวละคร

แต่อีกครึ่งหนึ่ง- หรืออาจจะเป็นสัดส่วนที่มากกว่านั้น เราอินกับไปวันวัยและตัวตนที่ถูกซ่อนอยู่ในชีวิตอันสับปะรังเคของเราเอง

พูดถึงหนังเพลง ที่จะขาดไปไม่ได้เด็ดขาดก็ต้องเป็นเรื่องเพลง

อย่างที่บอกไปบรรทัดก่อนว่า แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้มแล้ว- นั่นแหละ ตามนั้น

เพลงในเรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นช่วงยุค 80s ร็อคแอนด์โรลอีสอะริสค์– พี่ชายสุดเท่เขาพูดไว้แบบนั้น

เสียดายกับเรื่องนี้นิดหน่อยตรงที่มีเพลงดีงามอยู่มากมาย แต่ตอนท้ายเรื่องกลับไม่ได้ใช้เพลงสร้างพลังให้กับเรื่องแบบสูตรความประทับใจที่ควรจะเป็น มันเลยจบแบบอ่อนๆไปหน่อย

แต่ถ้ามองในแง่ของการไม่สร้างตามสูตรสำเร็จหนังเพลง- ก็เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ดี

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ชีวิตแบบโรลเดอะไดซ์ ออกเท่าไหร่ใครจะรู้ มีเท่าไหร่ใส่เท่านั้น ผลออกมาค่อยว่ากัน ชีวิตเสี่ยงทายไขว่คว้าโอกาสแบบนั้น จะว่าไปฉันก็หลงใหลมันไม่น้อยเลยละ

หนังจบ เดินออกจากโรง เดินตรงไปร้านซีดีสอยซาวแทร็กมาทันที

งานดีระดับนั้น

ความจริงแล้ว ชีวิตช่วงนี้ฉันมีความทุกข์นิดหน่อย

เหมือนมีหมอกหนาบางอย่างบดบัง ช่วงเวลาที่ความคิดเป็นสิ่งมีน้ำหนัก กดทับทุกพลัง ทุกการกระทำแห่งการดำเนินชีวิต

การก้าวเท้าเข้าโรงเพื่อดูหนังเรื่องนี้ กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตได้มากเหลือเกิน

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้ เหมือนกำลังอยู่ในหลุมที่เอาแต่ขุดตัวเองให้ลึกลงไปเรื่อยๆ, คนที่คว้ามือฉุดดึงขึ้นมา ก็คงจะเป็นผู้คนและดนตรีของหนังเรื่องนี้

แล้วก็ไม่แน่ว่าอีกมือหนึ่งนั่น อาจจะเป็นตัวตนอันกล้าหาญที่หลับใหลอยู่ในบางซอกมุมของฉันเอง- ก็เป็นได้

The Sixth Sense (1999)-ต้นตระกูลของลูกหลาน

sixth_sense_ver1

(ภาพ : http://www.impawards.com/1999/sixth_sense_ver1.html)

อีกเพียงแค่ 3 ปี หนังในตำนานเรื่องนี้ก็จะอายุครบ 20

เอาน่ะ อย่างน้อยก็ได้หยิบขึ้นมาดูเป็นบุญตาบุญความรู้สึก ถึงจะช้าไปเสียหน่อยก็เถอะ

ด้วยความที่เป็นหนังที่ได้ขึ้นชื่อว่า ‘พล็อตพลิก’ ติดมันซะทุกการจัดอันดับไป ก็เลยค่อนข้างตั้งความหวังไว้มากเหมือนกันว่า เอาให้จริงนะ เอาให้ตกเก้าอี้เลยนะ

แล้วก็ได้ตกสมดั่งหวังจริงๆ

การโดนพล็อตเตะสกัดขาแบบนี้ก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน- หนึ่งคืออยู่มาเป็นยี่สิบปีโดยที่รอดพ้นการสปอยล์ได้อย่างไร สองคือแล้วเอ็งไปตายใจอีท่าไหนให้เขาเตะสกัดขาได้

ไล่อ่านคอมเมนต์ในพันทิป มีไม่น้อยที่-ผมรู้อยู่แต่แรกแล้วครับ ไม่เห็นสนุกเลย- เออ ก็เข้าใจนะถ้าเขาจะอ่านเรื่องออก แต่ถ้าให้เดา, ขอวางพนันข้างที่ว่า คนผู้นั้นจะต้องไม่ได้ดูเรื่องนี้เมื่อตอนปีที่มันฉาย หรือในช่วงเวลา 2-3 ปีหลังจากนั้นแน่

ทุกวันนี้ ด้วยความที่ใคร่เสพนิยายแนวสืบสวนสอบสวน มิสทรี่ทั้งหลาย พอมานั่งนึกย้อนดูแล้วก็พบว่ามีนิยาย/หนังจำนวนมากที่ใช้พล็อตเรื่องคล้ายๆแนว The sixth sense

เพราะฉะนั้น ความจริงแล้วถ้าคนยุคนี้ดูแล้วอ่านเรื่องได้ก็ไม่แปลก เพราะพวกเขาเคยผ่านมันมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขาผ่านมา จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นลูกหลานของหนังเรื่องนี้

และเอาเข้าจริง คนยุคนี้ที่อ่านไม่ออกต่างหาก ที่น่าจะพิจารณาตัวเอง

แบบฉันนี่

สิ่งที่จะทำให้หนังแนวมิสทรี่เป็นที่กล่าวขานถึงตลอดไป นอกจากพล็อตที่เตะขาเก้าอี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือนักแสดง การบ่มเพาะอารมณ์ความรู้สึก หรือจะเป็นสาส์นที่ทิ้งดิ่งไว้ในใจคนดู

ที่หนังเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขานถึงจนทุกวันนี้ ก็คงเพราะไม่ขาดไปสักองค์ประกอบที่ว่า

สีหน้าของ Cole- เด็กน้อยผู้มีสัมผัสพิเศษ ในช่วงยามที่เล่าความทุกข์ทนที่ต้องแบกรับ น้ำตาเอ่อล้น ที่เห็นแล้วอยากจะเข้าไปกอดปลอบให้หายสั่นเทา หรือจะเป็นสีหน้าของด็อกเตอร์ Malcolm-คุณหมอผู้แสนดี ในช่วงยามที่ทอดสายตามองภรรยาที่รักหลับใหล

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ชวนให้ผวาอยู่เป็นระยะๆ (คือผีไม่ได้น่ากลัวแต่พี่มาแบบเย็นเหลือเกิน) ชวนให้สงสัยและตั้งแง่คอยดูว่าจะจบแบบไหน กลับเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกได้รับการปลอบประโลมใจไปเสียได้

ความอบอุ่นใจเมื่อการแชร์ความทุกข์ซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งการคลายทุกข์และการช่วยเหลือชีวิตของอีกฝ่าย

ความงดงามของการพลัดพรากและเอ่ยคำลาโดยไม่ติดค้าง

เพราะหนังที่จะถูกยกย่องให้คลาสสิคได้ มันไม่ใช่แค่ทริก

แต่มันต้องฝังบางอย่างไว้ในใจคนแบบนี้ได้ด้วย

ต่อไปถ้าได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ภาพที่ผุดขึ้นมาคงจะเป็นสองแม่ลูกที่กอดกันในรถ กับภาพสองสามีภรรยาที่ยิ้มให้กันในห้องนั่งเล่น

สัมผัสที่หกซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี หรืออาจจะไม่มีใครในโลกนี้ที่มีเลยก็เป็นได้

แต่หากว่าจะมี ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นคงไม่ได้ทำให้คนผู้นั้นพิเศษขึ้น

เพราะสุดท้าย เราก็ต้องใช้สัมผัสที่เพิ่มขึ้นมานั้นเพื่อการดำรงอยู่บางอย่าง การดำรงอยู่ที่เป็นศูนย์กลาง การดำรงอยู่ที่เป็นมาและจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

ไม่ว่าคนจะมีสัมผัสที่เท่าไหร่เพิ่มขึ้นก็ตาม

Memento (2000) สาระของมนุษย์

Memento_poster

เมื่อโนแลนไปแล้ว ก็ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องโนแลนต่อ

ในบรรดาหนังเจ๋งรุ่นใหม่ๆทั้งหลายของพี่แก ถ้าลองกดเข้าไปอ่านตามเพจวิจารณ์หรือบอร์ดสปอยล์ต่างๆ ท่ามกลางความเห็นร้อยพันนั้น ต้องมีคำว่า ‘MEMENTO’ ปะปนอยู่ด้วยเสมอ

‘สำหรับผมยังไงที่หนึ่งในใจก็ยังเป็น memento’

‘เรื่องนี้ว่ายากแล้ว แต่ยังง่ายครับถ้าเทียบกับ memento’

‘เคยดู memento มั้ยครับ ถ้ายังไปดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน’

ฯลฯ

อะไรมันจะขนาดนั้น

เอาเข้าจริง หนังมันไม่ได้ดูยากขนาดนั้น ในแง่ของเนื้อหา ถ้าเทียบกันแล้วอินเซปชั่นมีความ-ดูแล้วปวดกบาลมากกว่าอยู่หลายขุม

แต่ที่พิเศษและ-เชี่ยแม่งเท่ฉิบหาย คือวิธีการเล่าเรื่องที่พลิกทุกความคุ้นเคย เหมือนบ้านโดนรื้อกระเบื้อง เหมือนกวักมือเรียกคนทำหนังให้มามุงแล้วประกาศใส่ไมค์ว่า หนังมันทำแบบนี้ได้นะพวกเอ็ง

ปกติแล้วเทคนิคการเล่าย้อนอดีตจะใช้การเล่าเรื่องปัจจุบัน แล้วมีบางฉากบางตอนที่ย้อนกลับไปหาอดีต นั่นคือปกติ แต่กับเรื่องนี้คือมันเล่า ‘ย้อน’ อดีตแบบความหมายตามตัวอักษร คือจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ค่อยๆไล่ไต่ขึ้นไปหาจุดเริ่มต้น

ถ้าชุดเหตุการณ์ตามเวลามี 1 ถึง 10 เรื่องนี้ก็จะเล่าย้อนแบบเหตุการณ์ชุด 10-9-8…ไปจนเจอ 2

แล้วเพิ่มความแพรวพราวเข้าไปหน่อย ด้วยการเล่าเหตุการณ์ชุด 1 แบบเรียงลำดับเวลาปกติ แทรกเข้าไประหว่างที่กำลังเล่าเรื่องย้อน 10 ถึง 2 นั่น

ให้เห็นภาพชัดๆก็คือเป็นการเล่าแบบ 10-1-9-1-8-1-7-1-6-1-5-1-4-1-3-1-2-1

 โอ้โห หนังบ้าอะไรเนี่ย

เพราะฉะนั้น การดูหนังเรื่องนี้อาจจะต้องอาศัยความจำและสติมากเสียหน่อย เพราะด้วยความที่สมองมนุษย์อย่างเราคุ้นเคยกับเหตุการณ์ตามลำดับก่อนหลัง พอเรื่องเล่าย้อนจากหลังไปก่อน เลยต้องอาศัยการจำเป็นท่อนๆ แล้วค่อยมาร้อยเรียงลำดับในหัวใหม่ เปรียบคล้ายกับว่าหนังให้จิ๊กซอมา แล้วเราต้องมาเรียงเอง

นี่ ไม่เท่ฉิบหายแล้วจะให้เรียกอะไร

ก็คงไม่ใช่ว่าอยากจะขายเทคนิคเพียงอย่างเดียว ถึงได้ทำหนังพลิกตำราแบบนี้ออกมา

หากแต่ เข้าใจว่าการเล่าเรื่องแบบ-รื้อกระเบื้องแบบนี้ ในทางกลับกัน, กลับเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตัวหนังมากยิ่งขึ้น

โลกของเลโอนาร์ด-พระเอกของเรื่อง ที่มีความทรงจำผิดเพี้ยน จำเรื่องราว ณ ปัจจุบันได้เพียงไม่นานทุกอย่างก็หลุดหาย สิ่งที่เขาพบเจอและจดจำได้ในนาทีนี้ อีกไม่กี่นาทีจะกลายเป็นสิ่งที่เขา-เพิ่งเคยเจอครั้งแรก

ชีวิตที่ไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ ไม่รู้ลำดับเวลา ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เป็นจุดไหนของการกระทำที่ผ่านมา โลกที่เขารู้ว่าเขาจะทำอะไร แต่เขาไม่อาจรู้ได้ว่าที่สุดแล้ว เขาทำมันไปแล้วหรือยัง

ช่วงเปิดหนังที่เริ่มด้วยเหตุการณ์ที่ 10 การที่ต้องดูไปพลางรู้สึกไปพลางว่า-นี่มันเรื่องห่าเหวอะไรวะ ความไม่อาจเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ความหลักลอย ไม่สามารถมั่นใจในอะไรสักอย่าง ความรู้สึกแบบนั้นแหละมั้ง -ด้วยการที่เล่าเรื่องย้อนหลังแบบนี้- ที่ทำให้พอจะจินตนาการได้ว่าโลกและชีวิตทั้งหมดของเลโอนาร์ดเป็นอย่างไร

ทุกครั้งที่เห็นเลโอนาร์ดหาปากกากับกระดาษขึ้นมาจด หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย หยิบรูปขึ้นมาเตือนความทรงจำ หรืจะเป็นการอ่านรอยสักเปรอะประตามเนื้อตัวที่สร้างไว้เตือนความจำ มันช่างสะเทือนใจสิ้นดี

การอยู่โดยไม่มีความทรงจำ จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเป็นโลกที่ทุกคนไร้ความทรงจำเหมือนกันทั้งหมด

หากแต่การต้องกลวงเปล่าอยู่ในโลกที่จำเป็นต้องถมให้เต็ม

มันอาจกระเทือนหนักไปถึงขั้นสูญสิ้นความหมายของการมีชีวิตอยู่

เลโอนาร์ดย้ำบ่อยซ้ำไปซ้ำมาราวกับท่องบทสวดมนต์ว่าความทรงจำของคนเราเชื่อถือไม่ได้

มันปรุงแต่ง บิดเบือน ทับซ้อน เรื่องจริงกับเรื่องแต่งผสมกันจนแยกไม่ออก

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ trust his weakness

เราให้ค่าความจริง เราวิ่งหามันตลอดเวลา เพื่อที่จะพบว่า ความจริงไม่ได้มีห่าอะไรที่สลักสำคัญเลยเมื่อเทียบกับความทรงจำที่บ่มเพาะตัวเรา

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้พบข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์อย่างนึงคือระบบความคิดเราทั้งหมด การยึดลำดับเวลา การมีจุดเริ่มต้นสิ้นสุด

ผิดเพี้ยนไปเสียหน่อยจักรวาลก็เปลี่ยนไปทั้งมวล

เรากินความทรงจำ แต่ความทรงจำก็กินเราด้วย

สาระของมนุษย์อาจจะมีแค่นั้นก็ได้ ใครจะรู้

(credit: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/c/c7/Memento_poster.jpg)