Only the Brave (2017) – ต้นไม้สองพันปี

พอจะรู้ก่อนดูว่าเป็นหนังที่ Based on true story ที่กระแสค่อนข้างดี (ต้องขอบคุณทวิตเตอร์อีกครั้งที่พาข้าพเจ้าเดินออกมาหาหนังดีๆ) และก็รู้แค่นั้น ไม่ได้ศึกษาก่อนว่าทรูสตอรี่ที่ว่ามันเป็นเรื่องราวอย่างไร นั่นคือเด๋อที่หนึ่ง

เด๋อที่สองคือ พอดูไปสักพัก เอ๊ ไอ้หนุ่มติดยาหัวทองคนนั้นทำไมมันคุ้นจังว้า เหมือนเคยเห็นย้ำๆ ซ้ำๆ ที่ไหนบ่อยๆ ผ่านไปพักหนึ่งก็ ป๊าบ! (เสียงตีเข่าฉาด) พ่อพระเอกตีกลอง Whiplash ของน้อง ไมลส์ เทรลเลอร์ นี่เอง(กี๊ด) และใช่ค่ะ ด้วยหนังเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้ารักเขามากยิ่งขึ้น ฝากบอกเขาทีว่าคุณเป็นคนที่เล่นบทแนวลูซเซอร์ได้เท่เป็นบ้า

กลับมาที่ตัวหนัง บอกตามตรงว่าเพราะความเด๋อจึงไม่รู้ว่าโทนหนังมันจะออกมาแนวนี้ แม้กระทั่งถึงฉากตอนที่เป็นไฮไลท์ผจญภัยครั้งสุดท้ายของเรื่อง ก็ยังจะคิดว่ามันจะมีพล็อตทวิสต์อะไรโผล่มา และตอนที่ดูหนังนี่เองแหละ ถึงได้สะอึกและกล้ำกลืนจุกก้อนโตลงคอ ความรู้สึกอาจจะไม่เทียบเท่า, แต่พอจะจินตนาการได้ว่าตอนที่ทุกคนในชีวิตจริง ได้รับรู้เรื่องราวของเหล่าชายนักผจญเพลิง พวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร

ชอบการเล่าเรื่องของผู้กำกับ อ่านความเห็นบางคนบอกว่ามันเรื่อยเฉื่อยเกินไป แต่ฉันกลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย กลับชอบโทนการเล่าเรื่องแบบพาไปให้เห็น ให้ฟัง ดูว่าพวกเขาทำงาน ใช้ชีวิต และผูกพันกันอย่างไร จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งของหนังที่รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เฮ้ย เพลินอะ เราเพลิดเพลินกับเรื่องของผู้ชายพวกนี้ ครอบครัว เพื่อนพ้องของพวกเขามาก จนแอบคิดว่าหนังยาวไปเลยลูกพี่ น้องดูได้ ฮ่า พอมาคิดดูไอ้เรื่องราวเพลินๆ ที่ดูมาเกือบทั้งเรื่องนี่แหละตัวดีเลย มันสร้างความผูกพันเรากับตัวละครอย่างแรง จนเราอยากอยู่กับพวกเขา อยากเห็นพวกเขาแบบนี้ตลอดไป

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบมากคือฉากไฟป่า อลังการเว่อ ดูหนังจอใหญ่ๆ แล้วเหมือนจะโดนเผาไปด้วย เวลาเห็นอะไรแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกว่าธรรมชาติมันยิ่งใหญ่ อันตราย แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกควบคู่ไปด้วยว่า เฮ้ย มนุษย์มันตัวเล็กก็จริง แต่มันก็มีวิธีจัดการ มันก็สู้ของมันได้ มันจะชนะหรือแพ้ก็ตามแต่ แต่มันก็มีวิถีทางของมันที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี่เหมือนกัน ยิ่งตอนฉากทำแนวกันไฟล้อมต้นไม้สองพันปี ตอนที่ไฟดับพรึ่บ นี่แทบอยากจะชูแท่งไฟให้เหล่าอปป้าเครื่องแบบสีเหลืองมอมแมมพวกนี้จริง ฮึก ผู้ชายตั้งใจทำงานยังไงก็เท่เสมอเลยนะคะ

ฉากที่ชอบของหนังเรื่องนี้: ชอบฉากสนทนาของเหล่าอปป้า คือมันเรียล มันกากตามสไตล์ผู้ชายตั้ง 20 คนที่ต้องมาอยู่ด้วยกัน, ฉากที่น้องโดนัทอุ้มลูกที่ไข้ขึ้นไปหาเพื่อนให้เมียเพื่อนช่วยดู น่ารักน่าเอ็นดู ไฟป่าไม่น่ากลัวเท่าลูกที่ไข้ขึ้นเนอะ, ฉากที่หัวหน้ากลับมาขอเมียคืนดี ‘I’m yours’ งื้อ คนแก่เขาง้อกันแบบนี้สินะคะ, ฉากตอนน้องโดนัทฟังเสียงโต้ตอบจากวิทยุสื่อสาร, ฉากตอนทุกคนกางถุงกันไฟ บทสนทนาก่อนจะเข้าไปหลบในนั้น, ฉากภาพมุมสูงหลังไฟดับลง เห็นกลุ่มเถ้าถ่านเป็นภาพคุ้นตาอันเจ็บปวด, ฉากตอนน้องโดนัทเดินเข้าไปในโรงยิม, แล้วก็ฉากสุดท้ายที่ต้นไม้สองพันปี — ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์และหลักฐานพยานของการมีชีวิตอยู่ที่งดงามที่สุด

ฉันดูหนังน้อยในปีนี้ แต่ก็ขอถือโอกาสยกให้เป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบปีที่ได้ดู และก็ยกให้เป็นหนังอันดับต้นๆ ในดวงใจไปเลย อาจจะมีหนังหลายเรื่องที่ทำให้ต้องปาดน้ำตาก่อนเดินออกจากโรง แต่เข้าใจว่าไม่บ่อยนักที่จะเป็นการปาดน้ำตาด้วยความรู้สึกคิดถึงและขอบคุณแบบนี้ อิมแพคของมันทำให้ฉันร้องไห้ไปอีกสักพักตอนกลับมาถึงห้อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกอยากใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ อยากทำในสิ่งที่ทำตัวเองทำได้ให้ดีกว่านี้

Advertisements

A Hard Day (2014)-อะไรกันนักกันหนา

a-hard-day-2014

เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ฉันได้ทวิตความประทับใจเอาไว้ว่า..

เพิ่งได้ดูหนังของผู้กำกับคิมซองฮุนก็ครั้งแรก (เห็นเขาว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของแก ส่วนเรื่องแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก อือ ก็คงถูกแล้วที่เพิ่งได้ดู) ความประทับใจคือตามทวิตด้านบน ใช่ มันคือ A Hard Day แบบ Literally และที่น่าประทับใจก็คือคุมความเป็นหนังแอคชั่นของหนังได้ดีมากๆ เพราะเริ่มต้นมาก็ไม่ได้ปูเรื่องเยิ่นเย้ออะไรเลย แค่ไม่กี่นาทีอีตาพระเอก (เป็นตำรวจ) ก็ขับรถชนคนตายซะแล้ว ซึ่งดันเป็นวันที่หน่วยสืบสวนทุจริตตำรวจเข้ามาตรวจเรื่องสินบนที่สถานีฯของพระเอก (คือนางกับพวกรับสินบน..) และเป็นวันที่พระเอกต้องรีบกลับไปจัดงานศพให้แม่ตัวเอง เพราะแม่เพิ่งเสีย.. นี่คือเรื่องของคนถึงคราวซวยโดยแท้ และแน่นอน เพราะมันคือวันแห่งความฉิบหาย เรื่องราวหลังจากนั้นก็แทบไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่พระเอกจะได้พัก ‘มันจะอะไรกันนักกันหนา’ จำได้ว่าพระเอกพูดประโยคทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสามรอบ ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่ใช่แค่พระเอกหรอกที่พูด คนดูอย่างกูก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำฉากบู๊ได้มันหยด โดยเฉพาะช่วงผ่านเทิร์นนิ่งพ้อยท์ที่นายตำรวจปาร์คชางมินปรากฎตัว อันที่จริงพระเอกกับนายตำรวจปาร์คนี่ก็เหมาะมือกันมากทีเดียว คนจะฆ่ากันมันก็เหมือนคนจะเล่นเลิฟซีนนั่นแหละ ต้องเคมีตรงกันประมาณหนึ่ง แล้วก็ยังเป็นหนังที่สามารถอยู่ในลิสต์พล็อตทวิสต์ได้สบายๆ อาจจะไม่ได้หักคว่ำเรื่องอะไร แต่ก็มีฉากให้ได้ประหลาดใจ เอ๊ะยังไงต่อโผล่มาเป็นระยะๆ แม้ว่ารวมแล้วจะเป็นหนังแอคชั่นลุ้นๆ แต่ก็มีฉากสะเทือนใจทิ้งไว้ให้นึกถึงอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นฉากบนรถริมตึกฉากนั้น สะเทือนใจมากจนต้องร้องไอ้เหี้ยออกมา หรือว่าจะเป็นฉากเอาปืนจ่อหัวต่อเนื่องไปจนจบฉากริมสันเขื่อน รูปลูกสาวสั่นๆที่ปรากฎออกมาแทบทุกฉากที่ตาพระเอกวิ่งออกไปนอกรถ เหมือนจะคอยย้ำเตือนถึงเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องสู้ แม้ฉันจะอยากให้มันจบๆไป (อีตาพระเอกก็จะยอมหลายทีแล้วเหอะ) แต่โดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉันก็อยู่ข้างเขา อยากให้เขาสู้ อยากให้เขารอด ฮาร์ดเดย์นี้จะต้องไม่สูญเปล่า นายและฉันจะต้องไม่เหนื่อยฟรี

อ้อ นี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่เล่นด้านไม่สุจริตของตำรวจเกาหลี กำลังคิดว่าถ้าเป็นหนังไทยจะสร้างได้ขนาดนี้รึเปล่า (ตำรวจอาจจะได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นวงการใกล้ๆกันนี่ไม่ได้แน่..) แล้วก็ เป็นหนังที่ตอนดูก็สนุก ตอนย้อนนึกถึงก็ยิ่งสนุก เขียนๆไปนี่ก็รู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมามากกว่าเดิม หนังที่น่าประทับใจบางทีก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งปมดราม่าเสมอไป บางเรื่องเราก็รักมันได้ด้วยความลุ้นบ้านแตกของมันนั่นแหละ

The Wailing (2016)ー ปีศาจ

The Wailing (2016)

นาฮงจิน คือผู้กำกับชื่อดังที่เคยกำกับหนังในตำนานอย่างเรื่อง The Chaser (2008) หนังชิ้นแรกๆที่ชักชวนฉันเข้าสู่โลก K-thriller และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ผู้กำกับฝีมือฉกาจฉกรรจ์คนนี้ก็ได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงอีกครั้ง กับเรื่อง The Wailing-แปลเป็นไทยตรงตัวว่า เสียงร้องแหลมยาว

เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เกิดโรคแพร่ระบาดในหมู่บ้าน โดยคนที่ติดเชื้อจะมีอาการเป็นตุ่มหนอง สติฟั่นเฟือน  และจบด้วยการก่ออาชญากรรมฆ่าคนในครอบครัว นายตำรวจจงกูซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสืบครั้งนี้ก็สืบคดีไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้เก่งกาจหรือมีประโยชน์มากมายแต่อย่างใด หากแต่วันหนึ่ง เขาได้คุยกับเพื่อนถึงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับชายชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายเขา บ้างก็ว่ามีคนเห็นเขาใส่ผ้าเตี่ยวอยู่กลางป่า กำลังกินซากเนื้อสัตว์ตายบ้าง ลอบทำร้ายคนบ้าง จนเป็นที่กังวลใจกันไปทั่วว่าเรื่องราวร้ายๆในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวพันกับชายผู้นี้

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อนายตำรวจจงกูต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาดเข้ากับตัวเอง เมื่อลูกสาวคนเดียวของเขาได้เปลี่ยนไป จากเด็กสาวผู้ร่าเริงกลับกลายเป็นก้าวร้าว หยาบคาย และเกิดตุ่มหนอง อาการคล้ายกับโรคที่ระบาดอยู่ เขาจึงต้องสืบค้นสาเหตุของโรคดังกล่าวโดยพุ่งความสงสัยไปที่ชายชาวญี่ปุ่น ส่วนทางครอบครัวเมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีอาการประหลาดคล้ายผีสิง จึงไปตามหมอผีนายหนึ่งให้มาช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายในบ้าน อีกด้านหนึ่ง จงกูก็ได้พบกับหญิงสาวสวมชุดขาวท่าทางสติไม่ดีที่พูดเตือนเขาเกี่ยวกับเรื่องชายชาวญี่ปุ่น เรื่องราวหลังจากนั้น ควรเรียกว่าเป็นการผจญภัยของจงกูก็ย่อมได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับความพรั่นพรึง ความกลัว ความแปลกประหลาด และความไม่รู้ ผีร้ายที่กำลังทำลายครอบครัวของเขา เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเลือกเชื่อเพียงทางใดทางหนึ่ง เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนรักษาไว้หรือทำลายครอบครัวตัวเองลง

ตอนอ่านเรื่องย่อว่าเกี่ยวกับผี อันที่จริงฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะ ‘ผี’ ได้ขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นคนไทยที่เกิดมากับสังคมแห่งผี แต่ฉันกลับไม่รู้สึกชาชินกับผีหรืออะไรก็ตามในหนังเรื่องนี้แม้แต่เล็กน้อย ด้วยความที่มันไม่ใช่แค่ผีแฮ่ๆ ตามแบบฉบับผีทั่วไป แต่มันเป็นบรรยากาศของความเยือกเย็น แปลกประหลาด คล้ายๆกับบรรยากาศของหมู่บ้านที่ว่ากันว่ามีปอบ ความลึกลับที่บวกเข้ากับบรรยากาศของวัฒนธรรมท้องถิ่น การบูชายันต์ ไสยศาสตร์ การทรงเจ้าเข้าผี แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้กลัวแบบสะดุ้งแต่ก็เป็นบรรยากาศความกลัวแบบมือเย็นเฉียบ เหงื่อออกกลางหลัง ความกดดันซึ่งเกิดจากความไม่รู้และลังเลใจ ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด และ ‘สิ่งนั้น’ แท้จริงแล้วคืออะไร ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ด้วยความที่ฉันอาจจะดูหนังมาน้อยก็เป็นได้, แต่นี่เป็นหนัง’ผี’เรื่องแรกที่ฉันเพิ่งได้มีโอกาสดู และพบว่ามันไม่เหมือนกับเรื่องไหนเลยจริงๆ

ปกติแล้ว ฉันจะต้องเลือกฉากที่ประทับใจมาบันทึกไว้สักฉากสองฉาก แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉันกลับพบว่าไม่อาจเลือกฉากที่สามารถเอามาเขียนบันทึกไว้ได้ จะว่าอย่างไรดี แค่นึกภาพตามแล้วต้องเขียนบรรยาย ก็ให้ฟีลประหนึ่งต้องไปยืนอยู่หน้ากระท่อมกลางป่าแล้ว (เหงื่อซึม) ฉากที่ประทับใจ เอ่อ จริงๆอาจต้องเรียกว่าฝังใจมันก็มีอยู่ อย่างฉากเล็บงอก (กรี๊ด) หรือฉากไก่ขันครั้งที่สอง (เอามือตบหน้าผาก) แต่ถ้าจะให้เลือกที่ประทับใจจริงๆก็อาจจะเป็นฉากอย่างตอนที่จงกูพูดกับลูกสาวว่าพ่อเป็นตำรวจ หรือไม่ก็ฉากที่ฉายไปยังกับดักแห้งเหี่ยวที่ถูกแขวนไว้หน้าบ้าน ผู้กำกับนาฮงจินเขาคงถนัดงานแบบนี้ งานทิ้งก้อนหน่วงไว้ให้คนดู งานทิ้งคำถามร้อยแปด งานความห่วยแตกของผู้ชายที่ต้องเป็นที่พึ่งให้ครอบครัวหรือหญิงสาว และงานของเขาก็สัมพันธ์กับความเป็นจริงเสมอ ความเป็นจริงที่ว่าเราล้วนผิดพลาดและสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขาแค่สร้างงานตอกย้ำสิ่งนั้นเท่านั้นเอง

Confession of Murder (2012)-รอยยิ้มซีเปีย

Confession of Murder (2012)เมื่อ 15 ปีก่อน ชเวฮยองกู รับผิดชอบในคดีฆาตกรรมหญิงสาวต่อเนื่อง เขาตามสืบจนสามารถถึงตัวคนร้ายตะลุมบอนกับมันได้ แต่สุดท้ายคนร้ายก็หนีรอดไป ทิ้งไว้แต่เพียงรอยแผลเป็นจากมีดกรีด หมอแนะนำให้ สารวัตรชเวผ่าตัดลบมันซะ แต่เขาก็ปฏิเสธ เขาจะเก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

15 ปีต่อมา ก่อนที่คดีสะเทือนขวัญในตำนานที่ยังตามจับคนร้ายไม่ได้จะหมดอายุความลง จู่ๆก็ปรากฎชายหน้ามนที่อ้างตัวว่าเป็นคนร้ายในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคราวนั้น เขาเขียนหนังสือคำสารภาพถึงสิ่งที่ได้ทำลงไป หนังสือขายดีเทน้ำเทท่า สร้างกระแสเป็นที่ฮือฮาแก่สังคม เขาเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงนักต้มตุ๋นที่ต้องการลวงโลก ท่ามกลางความสับสน ในมุมหนึ่ง กลุ่มของญาติหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมในครั้งนั้นก็ได้รวมตัวกัน ความแค้นที่ถูกกักเก็บมากว่า 15 ปี ในวันนี้คนที่อ้างว่าเป็นฆาตกรปรากฎขึ้นต่อหน้าแล้วและพวกเขาจะไม่ปล่อยมันไป อีกด้านหนึ่งสารวัตรชเวผู้รับผิดชอบคดีในครั้งนั้นก็เฝ้าจับตาดูด้วยความสงสัย เขาจะหาหลักฐานจับฆาตกรได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่ทรายกำลังจะไหลลงด้านล่างจนหมดขวด..

เป็นหนังอีกเรื่องที่พล็อตพลิกได้อ้าปากค้าง แม้ว่าจะขัดใจกับฉากบู๊ที่เยอะและไม่สมจริงไปบ้าง แต่ส่วนของเนื้อเรื่องและการแสดงของนักแสดง (โดยเฉพาะพี่ J พี่ผู้ชายผมทรงนักเรียนนุ่มสลวยคนนั้น) ก็ช่วยกลบจุดเล็กจุดน้อยเหล่านั้น ทำให้เป็นหนังเกาหลีแนว Action/Thriller อีกเรื่องที่หลายคนแนะนำ

ฉากที่ฉันประทับใจคือฉากในสตูดิโอ ตอนที่เรื่องราวทั้งหมดเผยด้านที่ถูกปิดซ่อนไว้ออกมา ความแค้น 15 ปีที่ถูกกักเก็บไว้ในจิตใจ ซ่อนไว้ในชีวิตอันธรรมดาสามัญ เมื่อคนที่ทำลายชีวิตของคนอันเป็นที่รักปรากฎขึ้นต่อหน้า คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ฉันสัมผัสมันได้-ความรู้สึกของเขา มือที่สั่นเทา เราควรทำอย่างไรกับโลกขัดแย้งภายในที่พยายามฉีกเราออกเป็นสองส่วน, กับอีกฉากหนึ่งตอนท้าย วันที่เรื่องราวทั้งหมดจบลง พวกเขา-ญาติของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รอยยิ้มที่มอบให้กับคนรักที่จากไป บันทึกไว้เป็นรูปถ่ายสีซีเปีย รอยยิ้มของเหยื่อที่ไม่ว่าจะยิ้มอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงสักข้อไปได้ ทั้งเรื่องที่เขาเป็นเหยื่อ ทั้งเรื่องของความทุกข์ทน และเรื่องของคนรักที่ไม่มีวันกลับมา

Fight Club (1999)

MV5BZGY5Y2RjMmItNDg5Yy00NjUwLThjMTEtNDc2OGUzNTBiYmM1XkEyXkFqcGdeQXVyNjU0OTQ0OTY@._V1_

พ่อลูเซอร์ทุกสถาบัน

หนังสุดทุกทาง ความบ้า ความแตกแยกของจิตใจ ทะลุโลก เปราะบาง

ทุกวันคือความปลอดภัยและมั่นคง บนผิวน้ำของชีวิตเราคาดหวังความราบเรียบเช่นนั้น, แต่เมื่อเราได้มันมา เราจึงได้รู้ว่าชีวิตที่คาดเดาได้และเป็นไปตามแผน มันกัดกินวิญญาณในที่สุด

แต่งตัวผูกไทไปทำงาน พยายามให้ดีแต่ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายขอแค่มีเงินเข้าบัญชีทุกปลายเดือน พวกเขาและฉัน ต่างก็มีไทเลอร์ซ่อนอยู่ในตัวรึเปล่า ไทเลอร์คนเท่ผู้หันหลังให้โลก คนที่สร้างไฟว์คลับไปทั่วใต้แผ่นดิน คนที่จุดระเบิดตูมตามไปทั้งเมือง

ฉากที่ต้องสูญเสียทุกอย่าง โซดาไฟหยดลงบนหลังมือ, บนรถยนต์ที่ปล่อยพวงมาลัยแล้วเหยียบคันเร่ง วินาทีที่สมองส่วนถูกทำให้เชื่องทำงาน ไทเลอร์จะสาดน้ำใส่หน้าเราเสมอ ไป ชีวิตมึงต้องไปให้สุด ไอ้ไก่อ่อน

ความขบถมันน่าให้ค่า ในสังคมที่มีเต็มไปด้วยเรื่องที่ควรจะเป็น เราอยากเป็นเมมเบอร์ไฟท์คลับ เราอยากยิ้มกระหย่องให้กับตัวตนลับในคราบลูกจ้าง เราอยากแฮปปี้กับแผล และบางวันเราก็อยากลองฉีดน้ำราดหัวคนดูบ้างสักครั้ง

เจ้าของบ้านร้างชื่อเจ, หัวหน้าไฟว์คลับชื่อไทเลอร์, สาวใต้ตาดำคาบบุหรี่ผู้น่ารักหนึ่งเดียวของฉันชื่อมาร์ลา ส่วนพ่อหนุ่มนอนไม่หลับ ไก่อ่อน และอึดกว่าหมีนั้น ไม่มีชื่อ เขาเป็นผู้บรรยาย

หนังพล็อตพลิกจะอยู่ในใจผู้คนได้นานก็ต่อเมื่อมันพลิกได้คว่ำจริงๆ กับ-มันมีรายละเอียดที่ชวนให้หลับตานึกถึง โหยหาตัวละครตัวนั้น ฉากนั้น บทพูดนั้น ความรู้สึกที่เหลืออยู่

ความประหลาดของหนังเรื่องนี้คือ มันเป็นหนังที่บ้าเหี้ยๆ แต่ละฉากก็ดีเดือดเหนือสามัญสำนึก แต่ดันจบได้บได้โรแมนติกดอกไม้ไฟสว่างว้าบกลางฟ้า แล้วพอหลับตานึกย้อนไปถึงแต่ละฉากแล้วก็รู้สึกดี ผูกพันเหมือนนึกถึงเรื่องของตัวเอง ของเพื่อน อืม แล้วก็เนี่ย ดูไปเรื่อยๆ นับเป็นเพื่อนเฉย

La La Land (2016)- ดินแดนแห่งฝัน

1ฉันไม่ค่อยถนัดละครเพลงเท่าไหร่นัก แต่ฉากเปิดของหนังเรื่อง La La Land บนทางด่วนรถติดยาวเหยียด หญิงสาวก้าวลงจากรถออกสเต็ปยักย้าย ก่อนที่คนนบนท้องถนนแห่งนั้นจะพากันโดดลงมาจอย เป็นแฟลชม็อบละครเพลงย่อมๆนั้น ก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ อดที่จะเคาะนิ้ว กระดิกเท้าตามไปด้วยไม่ได้

หญิงสาวผู้ตามหาตำแหน่งแห่งหนของตนที่จะปรากฎในหนังสักเรื่อง กับชายหนุ่มผู้ต้องการมีร้านอาหารที่เขาจะสามารถบรรเลงเพลงแจ๊ซที่กำลังจะตายให้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ทุกอย่างคงจะน่าตื่นตาตื่นใจถ้าหากว่าความฝันเหล่านั้นเกิดในช่วงชีวิตวัยรุ่น หากแต่ช่วงวัยที่ไม่ใช่เด็กแล้วของทั้งคู่ ความฝันที่กำลังเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตของมัน ก็ทำให้พวกเขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาวะความฝันที่แปรสภาพเป็นภาระ

ด้วยความที่เป็นหนังของผู้กำกับ Whiplash หนังสงครามขึ้นหิ้งของฉัน ก็ทำให้สงสัยใคร่รู้อยู่มากว่าเขาจะสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไร ไหนจะกระแสอันครึกโครม รางวัลที่กวาดมาเกือบหมดหิ้งนั่นอีก แต่พอดูแล้วฉันก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนถึงได้ชอบกันนัก ก็หนังมันออกจะสุนทรีย์ซะขนาดนั้น เพลง ร้อง เต้น นางเอกพระเอก แล้วยังจะเรื่องความรักที่น่าประทับใจนั่นอีก หากว่า Whiplash เป็นหนังความฝันล้วนๆ La La Land ก็คงเป็นหนังรักที่มีความฝันเป็นส่วนประกอบ

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับคนนี้ก็ยังไม่ละทิ้งแนวคิดที่ว่าในสองทางเลือกระหว่างความรักกับความฝัน สุดท้ายแล้วเขาจะเลือกความฝัน เหมือนอย่างใน Whiplash เพียงแค่ว่าหยิบมันมาเล่าอย่างผู้ใหญ่ อย่างซาบซึ้งใจ และนิ่มนวลชวนตราตรึง (อันที่จริงมันค่อนข้างจะต่างกับ Whiplash อยู่ประมาณนึงหากว่ากันด้วยเรื่องความรัก) ฉันค่อนข้างชอบทัศนคติของเขาอยู่มาก ชวนให้นึกจินตนาการถึงตัวเขาเองว่าจนถึงจุดที่เขาได้ทำหนังโด่งดังเป็นที่รู้จักตอนนี้ เขาได้ทิ้งความรัก (พูดให้ถูกคือความสัมพันธ์) มามากน้อยแค่ไหน

มีคนแสดงความเห็นไว้กับหนังเรื่องนี้ประมาณว่า ความผิดพลาดของคนเราคือการไม่รู้ว่าใจตัวเองอยู่ที่ใด เขาจะมองว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ฉันกลับไม่เห็นด้วยในถ้อยคำของเขาเลยสักนิด หนึ่ง คำว่า’ความผิดพลาด’ อะไรคือความผิดพลาดของทั้งคู่อย่างนั้นหรือ การที่ครั้งหนึ่งพวกเขาได้พบกัน ตัดสินใจที่จะสนับสนุนความฝันซึ่งกันและกัน แล้วสุดท้ายพวกเขาได้เดินตามความฝันนั้น นอกจากมันจะไม่ผิดพลาดแล้ว มันยังถูกต้องที่สุดด้วยไม่ใช่หรืออย่างไร และสอง ‘การไม่รู้ว่าใจตัวเองอยู่ที่ใด’ ไม่เลย ไม่ใช่อย่างยิ่ง พวกเขารู้มาตลอดว่าใจตัวเองอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่เคยลืม ถ้าความรักจะเป็นความรักได้ก็ต่อเมื่อคนเราต้องอยู่ด้วยกัน แน่นอน พวกเขาคงไม่อาจเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าความรัก แต่เพราะความรักไม่ได้กะจ้อยร่อยแบบนั้น มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการอยู่ด้วยกัน แต่มันคือเรื่องของการเชื่อมต่อและสื่อถึงกัน พวกเขาสื่อถึงกันแล้ว และแม้พวกเขาจะไม่ได้พบกันอีก มันก็ไม่สลักสำคัญอะไรอีกแล้ว

ฉากที่ชวนให้น้ำตาซึมสำหรับฉัน เป็นฉากที่นางเอกเล่าเรื่องพี่สาวของเธอที่กระโดดลงน้ำในการออดิชั่นรอบสุดท้าย การทำตามความฝันเป็นเรื่องเจ็บปวด ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็เป็นแบบนั้น และฉันดีใจที่พวกเขาทำมันได้ในที่สุด

The Age of Shadows (2016)- เหล้าในไห

fullsizephoto751061

ความสนใจหนังเรื่องนี้เกิดจาก, หนึ่ง การที่เป็นหนังของผู้กำกับ Kim Jee-woon ที่เคยกำกับหนังสุดตราตรึงอย่าง I Saw the Devil, สอง ลุงซองคังโฮ ที่เคยเล่นบทตำรวจสติเฟื่องใน Memories of Murder และสาม กงยูอปป้า

เคยดูหนังเกาหลีมา 2-3 เรื่อง ที่เล่าถึงยุคประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เกาหลีถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจต่างๆ ที่น่าสนใจคือหนังเหล่านั้นล้วนทำออกมาได้ดีทั้งบท นักแสดง และองค์ประกอบต่างๆ ดูแล้วก็ประทับใจและชวนให้เข้าใจหัวอกของผู้คนที่มีประวัติศาสตร์ชาติอันเจ็บปวด เหลือเฟือให้เล่าถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไม่จบสิ้น และ The Age of Shadows ก็กำลังเล่าขานถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นเช่นกัน

The Age of Shadows เป็นเรื่องในยุคที่เกาหลีถูกปกครองโดยรัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่น มีสองตัวละครสำคัญตามโปสเตอร์ คือ สารวัตรลีจองโชล นายตำรวจเกาหลีที่ทำงานให้รัฐบาลญี่ปุ่น กับคิมวูจิน สมาชิกกลุ่มต่อต้านรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีภารกิจสำคัญในเรื่องคือการวางระเบิดเพื่อประกาศเจตนาเรียกร้องอิสรภาพเกาหลี นอกจากนี้ ก็มีตัวละครสำคัญอย่างฮาชิโมโตะ นายตำรวจซาดิสม์ที่คอยตามสังเกตสารวัตรลี (คนนี้ค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ฉันชอบชีคโบนของเขาเวลามันตกกระทบแสง) ฮิงาชิ นายตำรวจญี่ปุ่นผู้บังคับบัญชา (เขาเล่นได้สมกับเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ แม้ว่าตัวจริงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นอยู่แล้วก็ตาม) ยอน หญิงสาวคนรักของคิมวูจิน (มีหลายฉากให้จดจำ แต่ฉันขอเลือกจำฉากที่เธอฉีกคอเสื้อเผยอกนวลเนียนพร้อมกับคาบบุหรี่) ชาซัง หัวหน้ากลุ่มต่อต้าน (ฉันชอบฉากที่เขาซื้อใจนายตำรวจใหญ่ด้วยการดวดเหล้า มีแต่คนอย่างเขาเท่านั้นแหละที่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้) ด้วยภารกิจและอุดมการณ์ที่แตกต่าง ทำให้พวกเขาต้องทำลายล้างกัน แต่ขณะเดียวกันด้วยความแตกต่างนั่น มันก็ได้สร้างเรื่องราวที่ร้อยเรียง สัมพันธ์ เป็นโศกนาฏกรรมความโง่เขลาที่ต้องแลกด้วยชีวิตและอิสรภาพ ชีวิตเลือดเนื้อที่สัมผัสได้จริงมักถูกให้ค่าต่ำกว่า และพร้อมถูกละทิ้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนามธรรมจับต้องไม่ได้ที่ถูกให้ค่าสูงส่ง เป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่คุ้นเคยของมนุษยชาติเสมอ

ชื่นชมหนังชาตินิยมที่สร้างออกมาโดยไม่ยัดเยียดความรู้สึก ดูแล้วให้ฟีลหนังเจ้าพ่อมาเฟียสอง-สามก๊กล้างแค้นชิงไหวชิงพริบกัน มากกว่าที่จะฝังใจว่านี่เกาหลีถูกญี่ปุ่นย่ำยีนะ (เพราะอันที่จริง ความน่าชิงชังของจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกที่สองก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความอยู่แล้ว) เสื้อผ้านักแสดงสวยหรู เข้าฉากมาแต่ละคนก็ดูโดดเด่นมีเสน่ห์ แบบที่ว่าถ้าหลุดไปอยู่ในฉากหนังหว่องกาไวก็คงแนบเนียนไม่เคอะเขินอะไร แล้วหนังก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่ดี อย่างฉากบู๊ที่ต้องหยีตาดู (สมกับเป็นฝีมือผู้กำกับไอซอเดอะเดวิลจริงๆค่ะ) ฉากกดดันที่เล่นเอามือเย็นเหงื่อซึมอย่างในรถไฟหรือในห้องขัง มีฉากเรียกน้ำตาในบัลลังก์พิพากษาคดี บางช่วงบางตอนก็ขำจนหลุดก๊ากออกมา รวมแล้วเป็นหนังที่มีหลายฉากที่บีบคั้นอารมณ์ ดำเนินอยู่บนโครงเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ พลิกไปมาให้เดาะลิ้นกันเป็นระยะ คิดดูแล้วเป็นหนังสองชั่วโมงครึ่งที่เพลิดเพลินจนลืมเวลาอยู่เหมือนกัน (แต่เจ๊คนข้างๆปวดฉี่จนนั่งไม่สุข ดิฉันสัมผัสได้ เห็นใจนาง)

เขาว่าเป็นหนังต่างประเทศที่ได้เข้าชิงออสการ์ ฉันว่าก็ไม่มีอะไรคัดค้านได้นะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่าเป็นหนังชาตินิยม แต่ฉันกลับรู้สึกอินไปกับบางสิ่งที่ใกล้ตัวกว่านั้น ก็อาจจะจริงที่คนเราทำได้ทุกอย่างเพื่ออุดมคติยิ่งใหญ่ที่เป็นนามธรรม แต่ก็มีหลายครั้ง ที่สิ่งซึ่งบันดาลใจให้คนออกตัวเคลื่อนไหว มาจากสิ่งที่สัมผัสได้และกะจ้อยร่อย อย่างเช่น คนที่มีเลือดเนื้ออยู่ตรงหน้า รอยยิ้มของหญิงสาว หรือเหล้าในไหใบใหญ่ที่ได้ดื่มกินร่วมกัน

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้ฉันฉุกคิดได้อย่างหนึ่งว่า สัญชาตญาณไม่ใช่คนละอย่างกับความฉลาด คนเรามักมีแนวโน้มที่จะหยุดยั้งสัญชาตญาณเพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งโง่เขลา แต่อันที่จริงแล้ว สัญชาตญาณอาจจะเป็นความฉลาดที่สุดที่เรามี เราควรให้มันนำทางไป แล้วลดความคิดลงให้เป็นแค่ผู้ตาม สารวัตรลีเป็นคนแบบนั้นในที่สุด และฉันว่าเขาเท่มากทีเดียว

(รูปจาก http://www.hancinema.net/korean_movie_The_Age_of_Shadows.php)

A.I. Artificial Intelligence (2001)- การพักผ่อน

AI_Poster

(ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/A.I._Artificial_Intelligence)

มีหนังเรื่องอะไรบ้างที่ทำให้ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง สะอึกสะอื้น สะเทือนใจแบบนั้น

เท่าที่จำได้ มีเทกึกกี ไททานิคที่มีโอกาสได้ดูในโรงอีกครั้งตอนมหาลัย โอคุริบิโตะในการดูครั้งที่สอง อืม.. ประมาณนั้นมั้ง นอกนั้นก็ร้องไห้ตามประสา แต่ไม่ถึงขั้นสะอึกสะอื้นแบบห้ามตัวเองไม่ได้อย่างสองสามเรื่องที่ว่ามา

แล้วเมื่อคืนนี้(ความจริงแล้วฉันดูหนังเรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อน) ก็บังเอิญได้พบเรื่องที่สี่- กับหนังในตำนานอย่าง A.I.

ไม่เคยอ่านสปอยล์หรือเรื่องย่ออย่างจริงจัง แต่ก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าเป็นเรื่องราวของปัญญาประดิษฐ์ที่มีชีวิตจิตใจ

และเป็นหนังที่-เศร้าฉิบหาย ในตำนานเรื่องหนึ่ง

ก็เตรียมใจไว้ แต่ก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก

ความจริงก็น้ำตาซึมเรื่อยๆมาตลอดในช่วงครึ่งแรก (หนังยาวสองชั่วโมงกว่า) แต่ในช่วงครึ่งหลังไปจนฉากตอนสุดท้ายกลับไม่ได้เสียน้ำตาพร่ำเพรื่อขนาดนั้น จวบจนกระทั่งหนังเข้าสู่ตอนจบแล้วตัดเข้าเครดิต นั่นแหละ เข้าใจเลยว่าสภาวะเมฆที่อมน้ำไว้จนหนัก ทนไม่ไหว แล้วต้องปล่อยทุกอย่างให้ร่วงหล่นลงมา มันเป็นความรู้สึกยังไง

ในพันทิปมีคอมเม้นต์นึงพูดไว้ประมาณว่า ตอนเด็กๆเคยเห็นแม่ดูเรื่องนี้แล้วร้องไห้เป็นเผาเต่า ตอนนั้นก็ได้แต่สงสัยว่าแม่ร้องไห้ทำไม พอโตขึ้น หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูกับแม่ สุดท้าย กอดคอร้องไห้กันสองคน

อ่านแล้ว ฉันก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ

มีหนังมากมายในโลกนี้ ที่เล่าถึงการผจญภัยเพื่อตามหาบางสิ่ง

หลายๆเรื่องก็โหด ทรหด ลุ้นล่าตามหากันสุดขอบโลก เจอแล้วก็ยังหลุดมือไป ต้องไปต่อสู้แย่งชิงกันอีก มหากาพย์ไม่จบไม่สิ้น

เทียบกันแล้ว บรรยากาศของ A.I. นั้นช่างมุ้งมิ้งและสงบกว่ามาก หากแต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการตามหา การข้ามผ่านเวลาอันยาวนาน การยึดติดและมุ่งมั่นต่อบุคคลอันเป็นที่รัก การฝ่าฟันอุปสรรคทั้งเวลา ระยะทาง และนวัตกรรม รวมไปถึงการต้องอยู่ยงคงกระพันในโลกที่เป็นอนิจจัง ก็ถือว่า A.I. นั้นไม่ได้เฉียดใกล้ความมุ้งมิ้งเลยแม้แต่นิด หนำซ้ำยังทรหดและมหากาพย์กว่าหลายๆเรื่องที่บู๊กันสนั่นเสียอีก

ฉากตอนที่ได้พบกับแม่ แล้วนอนหลับไปด้วยกัน มันทรงพลังและทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เหมือนกับคนที่วิ่งมาเป็นสิบๆโล แล้วมาถึงเส้นชัย – ในที่สุด

ฉันก็เพิ่งได้ตระหนักเหมือนกันว่า การได้พบกับสิ่งที่ตามหา คือการพักผ่อนที่ดี

แม่ของฉันไม่ใช่คนดูหนัง ยิ่งเป็นหนังฝรั่งด้วยแล้ว เท่าที่จำความได้ ดูจะเป็นโลกที่ห่างไกลจากแม่ ระยะทางพอๆกับที่นิยายของ ก.สุรางคนางค์ห่างจากโลกของฉัน

แต่ถ้ามีโอกาส ฉันก็อยากนั่งดูหนังเรื่องนี้กับแม่ด้วยกัน เผื่อว่าเราจะกอดคอร้องไห้ เหมือนแม่ลูกคู่นั้นบ้าง

Train to Busan (2016) – แสงสว่างปลายอุโมงค์

train-to-busan-poster-wide.jpg

ภาพจาก https://themoviebeat.files.wordpress.com/2016/08/train-to-busan-poster-wide.jpg?w=600&h=380&crop=1

(*ข้อความต่อจากนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของเรื่อง*)

‘วันนี้ไม่ค่อยมีงานอะไร บ่ายสามกลับกันได้เลย’

หัวหน้าพูดขึ้นในเช้าวันจันทร์ทำงาน-ที่นานทีปีหนจะสงบ-วันหนึ่ง วันจันทร์ที่งานจากอีกฝั่งประเทศไม่มีความเคลื่อนไหวเพราะเป็นวันหยุด คนฝั่งประเทศนี้เลยพลอยได้อานิสงส์ผลบุญไปด้วย

บ่ายสาม วันจันทร์ กลับบ้านเลยดีมั้ย ง่วงเหลือเกิน เผื่อจะได้นอนสักงีบ

คิดไปก็ไถไทม์ไลน์หน้าทวิตเตอร์ไป เลยได้เห็นบางทวิตที่ไหลผ่านเข้ามา

โอ้ ใช่แล้ว เทรนทูปูซาน

ก็ได้วะ ไปดูมันซะหน่อย เป็นกระแสดีนัก

ถ้าน่าเบื่อ ก็หลับมันในโรงนั่นแหละ

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากงยูเป็นพระเอก กับเป็นหนังที่ได้ไปฉายที่คานส์ ฉันก็ไม่มีพื้นหลังอะไรเหนือจากนี้อีก

บวกกับความเป็นหนังซอมบี้ ก็ยิ่งเพิ่มระยะความห่างไกลแและไม่รู้ห่าอะไรเข้าไปให้กับหนังเรื่องนี้อีกเท่าตัว

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

ตัดสินใจอย่างนั้นระหว่างนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉาย เก้าอี้แถวบนสุดของโซนราคาถูก ซ้ายและขวาขนาบด้วยชายหนุ่ม คนซ้ายมาคนเดียว คนขวามากับแฟน

รอบนี้คนเต็มโรง

ทวิตของยูเซอร์ท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ประมาณว่า เริ่มต้นเนิบช้า ก่อนที่ฉับพลันจะเหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ

เป็นเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยน

เริ่มต้นเรื่องมาจุดประเด็นด้วยกวางที่ล้มตายกลายเป็นซอมบี้ในเขตโรงงานแห่งหนึ่ง ก่อนจะตัดเข้าฉากหน้าและหุ่นหล่อๆของพระเอก เป็นสิบถึงยี่สิบนาทีแรกของหนังที่เนิบ เรื่อย แต่เพลินตาเพลินใจดีนัก

พระเอกที่งานรัดตัว หย่ากับเมีย อาศัยอยู่กับแม่และลูกสาววัยประถม วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดของลูกสาว เด็กน้อยได้บอกกับพ่อด้วยความน้อยใจว่าหนูจะนั่งรถไฟไปหาแม่ที่ปูซานคนเดียว (พ่อไม่ว่างไม่ต้องไปก็ได้)

คนเป็นพ่อที่วันๆทำแต่งาน ห่างเหินกับลูกสาว ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วตัดสินใจ-ไปเป็นเพื่อนลูกก็แล้วกัน

รถไฟ KTX ออกเดินทางจากโซลมุ่งสู่ปูซาน เมืองท่าทางตะวันออก ใช้เวลาโดยสารประมาณสองชั่วโมง

ทั้งคู่ขึ้นไปบนนั้น พร้อมผู้โดยสารมากหน้าหลายตา นักธุรกิจ สามีภรรยา นักเรียน ครอบครัว เด็ก คนแก่

ได้เวลาออกเดินทาง เจ้าหน้าที่รถไฟให้สัญญาณปิดประตู หากแต่เสี้ยววินาทีนั้น หญิงคนหนึ่งพร้อมด้วยร่องรอยแผลสดบริเวณน่องขาก็กระโดดขึ้นรถไฟมา ทันก่อนที่ประตูจะปิดพอดิบพอดี

แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวน

เรื่องราวต่อจากนั้นคือส่วนที่สมควรเรียกว่า เหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ โดยแท้จริง

หญิงที่โดดขึ้นรถไฟคนนั้นกลายร่างเป็นซอมบี้-ที่วิ่งไวและอะเลิร์ทเป็นบ้า ก่อนที่จะกัดพนักงานรถไฟคนหนึ่ง หลังจากนั้น ก็ประหนึ่งโลกยุคก่อร่างสร้างสิ่งมีชีวิต เซลส์หนึ่งแตกตัวเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ลุกลาม โกลาหล บ้าคลั่งและหนีตาย

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

เอาจริงมั้ย ให้ผ่านตั้งแต่เริ่มมีซอมบี้ตัวแรกเกิดขึ้นบนรถไฟแล้ว

ยิ่งตอนเรื่องดำเนินเข้าสู่กลุ่มตัวละครหลัก ที่ประกอบด้วยพระเอก ลูกสาว หญิงท้องแก่กับคุณพี่ร่างหมีสามีสุดเท่ของนาง ชายสติไม่สมประกอบ หนุ่มเบสบอลมอปลายกับสาวน้อยที่กิ๊กกั๊กกันอยู่, ความลุ้นฉี่เหนี่ยว มือเย็น นั่งไม่ติดก็ยิ่งเพิ่มระดับอีกเท่าตัว

ฝูงซอมบี้ที่รุกไล่กลืนกินพื้นที่มนุษย์จากท้ายขบวนขึ้นมา พื้นที่คับแคบจำกัด หากแต่รถไฟต้องมุ่งหน้าสู่ปูซานต่อไป เพราะขณะนั้นโลกภายนอกทั้งหมดก็ถูกกลืนกินด้วยซอมบี้ไม่ต่างกัน ไม่ โลกข้างนอกขณะนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวคือการไปให้ถึงปูซาน เมืองที่ยังปลอดภัยและคุมสถานการณ์ไว้ได้

รถไฟขบวนนี้จึงเป็นตัวนรก แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นทางสู่สวรรค์เพียงหนึ่งเดียว

สถานการณ์-ไม่มีทางอื่นอีก-เช่นนี้ ลุ้นเหงื่อเปียกไส้หดขนาดไหน วัดจากเสียงหวีดร้อง-เหี้ย ที่ดังประปรายเป็นระยะๆ ในโรงรอบนั้นได้เลย

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติและถูกพูดถึง เหนือไปจากความตื่นเต้นวิ่งสี่คูณร้อยหนีบรรดาซอมบี้ ก็น่าจะเป็นแก่นสารแง่มุมมนุษย์ที่ถูกนำเสนออีกด้านหนึ่ง

หนังจงใจใส่ดราม่าอย่างร้ายกาจ จนผู้ชมบางท่านออกปากว่ายัดเยียด แต่สำหรับฉันแล้ว มันสมเหตุสมผลและสะเทือนใจ พาลให้ประหวัดนึกไปถึง Tae Guk Gi หนังสงครามเกาหลีในตำนานได้ในบางห้วงอารมณ์

ในสภาวะการณ์คับขัน -หนังหลายต่อหลายเรื่องก็ถ่ายทอดมุมนี้ให้เห็นกันบ่อยๆ- มนุษย์จะมีสองด้านปรากฎขึ้นเสมอ และสองด้านนี้ ในแง่มุมชีวิต ก็เป็นโลกสองใบใหญ่ของเรา ครอบงำเราไว้และบางครั้งก็ฉีกเราเป็นสองชิ้น

ในหนังมีตัวละครโดดเด่นอย่างตาลุงนักธุรกิจที่พร้อมทำทุกอย่าง แม้แต่การโยนคนเป็นให้ฝูงซอมบี้ เพื่อให้ตัวเองรอด

รวมถึงฉากสะเทือนใจ เช่น ตอนกลุ่มหัวขบวนรถไฟกั๊กห้องเอาไว้ ขับไล่ไม่ให้พวกพระเอกที่อุตส่าห์ฝ่าฝูงซอมบี้จากท้ายขบวนเข้ามาอยู่ด้วยกัน (ภาพสาวท้องแก่ตอนร้องไห้นั่น มันชวนให้จุกในคอเอามากๆ)

ในฐานะคนดู, เรา ‘ยี้’ ให้กับคนและฉากเหล่านี้ได้อย่างเต็มปาก

แต่เอาเข้าจริง ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์โหดร้ายแบบนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าเราจะทำตัวเป็นแม่พระแห่งหลุมนรกได้

คำถามที่ว่า เรารักตัวเองเท่ากับว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่ หรือเราควรทำอย่างไรระหว่างรักษาชีวิตตัวเองไว้กับการช่วยเหลือคนอื่น

และบางครั้งคำถามก็ยังตามหลอกหลอนเราต่อ แม้ว่าเราจะเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วก็ตาม

เราทำถูกใช่มั้ยที่เลือกทำเพื่อตัวเองก่อน

วันนั้นถ้าเราไม่เลือกช่วยคนอื่น ตัวเองก็คงไม่โชคร้ายแบบนี้

เราสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น นั่นเท่ากับว่าการไม่ช่วยเหลือคนอื่นจะนำมาซึ่งความตรอมตรมอย่างแสนสาหัส

ในโลกที่ไม่ใช่ของมนุษย์ การเอาตัวรอดไม่ใช่ความชั่วช้า แต่มันคือเรื่องธรรมชาติและช่วยไม่ได้

แต่ในโลกของมนุษย์ การเอาตัวรอดหลายกรณีถูกตีความและรับรู้ความหมายว่า ‘เห็นแก่ตัว’

ศีลธรรมยกระดับความสูงส่งให้เรา มันพร้อมจะพาเราไปสู่ดินแดนแห่งความสุขสันต์และหอมหวาน แต่ในขณะเดียวกัน ศีลธรรมเดียวกันนั้นเองที่ฉุดเราให้ดำดิ่งลงสู่เหวมืดลึกที่อาจจะมีแค่มนุษย์ในโลกมนุษย์ของเราเท่านั้นที่จะลงไปถึง

โลกของสัตว์ประเสริฐ อาจจะมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ความรู้สึกผิด และการฉีกตัวเองออกเป็นสองชิ้นก็เป็นได้

ฉากที่ฉันประทับใจเป็นการส่วนตัว คือฉากหนีตายจากซอมบี้ 4×100 ตอนที่พวกพระเอก/เหล่าคนที่รอด(ในชั่วขณะหนึ่ง) ได้เห็นคนที่โดนกัดค่อยๆกลายร่างเป็นมนุษย์

แน่นอน, ไม่ว่าใครก็กลัวความตายทั้งนั้น ที่หนีกันอุุตลุต วิ่งซอยเท้ายิก ก็เพราะเหตุผลที่ว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่อีกแง่ ฉันเข้าใจว่ามันยังมีความกลัวที่ผสมปนเปอยู่ ณ ก้นบึ้งของจิตใจ ความกลัวที่เกิดจากการได้เห็นคนที่เพิ่งจะ’มีชีวิต’เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ค่อยๆกลายร่างเป็นซอมบี้

ความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะมันพรากชีวิต ตัวตน และโลกทั้งหมดของเราไป หากแต่ในบางครั้ง ความตายมันยังจะพอให้เราหาเรื่อง ‘ปลอบใจ’ ตัวเองได้บ้าง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะพาเราไปไหน อาจจะเป็นที่ซึ่งสงบและเยียบเย็นกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

แต่การกลายร่างเป็นซอมบี้ มันไม่มีที่ทางเหลือเผื่อไว้ให้เราสร้างเรื่องปลอบใจตัวเองได้เลย เพราะเราเห็นต่อหน้าต่อตาเราเองเลยว่า โดนกัดแล้วไปไหน

ให้ตายยังมีความหวังมากกว่า เพราะอย่างน้อยปลายทางก็ยังเปิด ให้พอลุ้นถือข้างกันได้บ้าง

แต่ให้ซอมบี้กัด มันไม่เหลือทางเลือกอะไรให้เราได้ลองเสี่ยงเลย

ด้วยเหตุนั้น แม้ฉันจะน้ำตาซึมให้กับฉากเงาพระเอกที่ค่อยๆโน้มลงสู่รางรถไฟ แต่ฉันก็พอจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงยัง ‘พอจะสงบใจ’ ให้กับภาพนั้นได้บ้าง

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีเสียงชื่นชมล้นหลาม การได้เห็นคอมเม้นประเภท 10/10 กลายเป็นเรื่องชินตา แต่แน่นอนว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เฉยๆ หรือถึงขั้นไม่ชอบก็มีให้เห็นประปราย

ถึงอย่างนั้น ก็จะมีคำชมหนึ่ง-แม้จะเป็นคนที่เฉยๆหรือถึงขั้นไม่ชอบก็ตาม ที่ได้ชื่นชมกันไว้ค่อนข้างมากคือเรื่องของ ‘ฉากจบ’

การบีบหัวใจคนดูด้วยความเงียบ นับแต่วินาทีที่รถไฟจอด สามชีวิตที่ต้องเดินฝ่ากองซากศพ เข้าสู่อุโมงค์มืดมิดที่มองไม่เห็นแสงปลายทาง

ฉากที่ทหารจากฝั่งปูซานเล็งลำกล้องไปยังเงาของสิ่งซึ่งเหมือนมนุษย์ที่กำลังเดินเข้ามา คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งการว่า-ยิง

หนังที่ฆ่าตัวละครมานับไม่ถ้วนในเกือบสองชั่วโมง ทำให้เราไม่สามารถไว้วางใจได้เลยว่ามันจะไม่ฆ่าใครอีก

ความจริงแล้วฉันค่อนข้างพร่าเลือนกับฉากบีบหัวใจนี้อยู่สักหน่อย เพราะอดรนทนไม่ได้ เผลอหลับตาน่าจะกินไปหลายวินาทีอยู่

หากแต่เสียงร้องเพลงอันน่าเศร้าของเด็กหญิงที่ดังขึ้นในชั่วขณะสุดท้าย ก็ทำให้ฉันต้องลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมามองดูความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า มองดูชีวิตที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินต่อ

น้ำตาที่กักไว้ในหลายฉาก มาล้นทำนบเอาก็ตอนนี้ พร้อมๆกับคำขอบคุณถึงผู้กำกับที่ไม่ใจร้ายต่อกันมากเกินไปนัก

ดูหนังที่เล่นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก็หลายเรื่อง

เพิ่งเคยเห็นที่สว่างไสวที่สุดก็เรื่องนี้แหละ

อันที่จริง ฉันเคยลุยเดี่ยวขึ้น KTX จากโซลไปปูซานเมื่อ 3-4 ปีก่อน สมัยชีวิตยังอิสระ

ขบวนรถไฟในวันธรรมดา คนโดยสารบางเบา เงียบเชียบ ที่นั่งไม่เนี้ยบอย่างรถไฟญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีอะไรให้ตำหนิ

รถไฟวิ่งเร็วปร๋อ พุ่งผ่านสองข้างทาง เมืองสลับทุ่งสลับภูเขา เป็นที่รื่นรมย์ใจอยู่มาก

นึกย้อนวันวาน ขอบคุณที่วันนั้น ไม่มีเหตุการณ์แบบในหนังเกิดขึ้น เพราะไม่งั้นฉันคงเป็นซอมบี้ตัวแรกๆ โดนเขี่ยทิ้งอยู่แดกู ไม่ถึงปูซานเป็นแน่

และขอบคุณผู้กำกับที่เลือกใช้รถไฟขบวนนี้ สร้างความทรงจำซ้อนทับ ไม่ให้ฉันลืมช่วงเวลาสองชั่วโมงนั่นได้เลย

君の名は(2016)

20160829232110

ฉันประหลาดใจไม่น้อยตอนที่ทุกคนล้วนพูดถึงและแห่แหนกันไปดู Kimi no Na Wa

โอ้โห คนเขาสนใจหนังของชินไคซังกันขนาดนี้เลยเหรอ ไม่สิ, ต้องถามว่าชินไคซังทำหนังที่ทำให้คนชอบได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

ผลงานขึ้นหิ้งอย่างเรื่อง 5 cm per second ที่ทำให้ฉันและหลายคนประทับใจ แน่นอนว่ามันก็เป็นกระแสระดับหนึ่ง แต่ก็เข้าใจว่ามันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มอยู่บ้าง

กลุ่มคนโดดเดี่ยวและชอบความเจ็บปวดบางประเภท, แบบฉัน เป็นต้น

ฉันยังจำได้ตอนแนะนำเรื่อง 5 cm per second ให้เพื่อนดู ด้วยความคาดหวังอย่างมากว่ามันจะต้องชอบเหมือนกัน แต่หลังจากที่มันดูจบก็มีข้อความจากมันส่งกลับมาแนวๆว่า ‘มึงก็ชอบเรื่องแบบนี้ตลอด’

เรื่องแบบนี้- แบบที่มันไม่ชอบสินะ

อย่างไรก็ตาม 5 cm per second นั้นก็ต้องยกย่องความดีให้นิยายที่เป็นเล่มด้วยส่วนหนึ่ง รายละเอียดหลายๆอย่างที่ไม่รับการถ่ายทอดผ่านอะนิเมะ ทั้งถ้อยคำ และความเหงาล้ำลึกของพระเอก ถูกอัดแน่นอยู่ในตัวอักษรซะมาก

คนที่ทั้งดูและอ่านอย่างฉัน ก็ประทับใจขึ้นหิ้งตายไปเลย

เหตุนี้ พอได้ยินข่าวคราวอะนิเมะเรื่องใหม่ของผู้กำกับคนนี้ ก็ทำให้ฉันอดตื่นเต้นและคาดหวังถึงความเงียบเหงาแบบที่เคยได้รับมาก่อนไม่ได้

และนั่นแหละ, เพราะคิดไว้แบบนั้น เลยประหลาดใจที่มันเป็นกระแส

นี่คนเขามาเทรนด์เหงา เทรนด์หว่องกันแล้วรึไง

หลังจากได้ดู ต่อคำถามข้างบน ก็ตอบได้ทั้งใช่ และไม่ใช่

ใช่- Kimi no Na Wa มีความเหงาของตัวละครปรากฏอยู่ การตามหาบางสิ่งที่ขาดไป มือที่ยังหลงเหลือสัมผัสของบางสิ่งที่อาจทำหล่นหาย ณ ที่ไหนสักแห่ง สักช่วงเวลา การรอคอยที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความเปล่าเปลี่ยวในเมืองใหญ่ ผู้คนมากมายและความเงียบของมัน

ฉันหลงรักโตเกียวมากก็ตรงจุดนั้น ใน 5 cmฯ ทำไว้อย่างดี ความเงียบเหงาของเมืองอันวุ่นวายที่เราก่นด่ามันทุกวัน แต่ที่สุดก็เกลียดมันไม่ลง

เรื่องนี้ก็มีประเด็นตรงนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หลักใหญ่ใจความสำคัญเท่าไหร่นัก ความเหงาส่วนมากจะไปกระจุกอยู่ในบรรยากาศของความเหลื่อมล้ำมิติเวลา ในความกว้างขวางของทะเลสาบ ภูเขา และทุ่งหญ้า ในท้องฟ้าค่ำคืนที่ดาวหางแยกออกเป็นสองลูกก่อนตกลงพื้นดิน

และไม่ใช่- Kimi no Na Wa มีความหวือหวาและเร้าใจอยู่มากประมาณหนึ่ง ทั้งเรื่องของการสลับตัวในฝัน ความเหลื่อมล้ำมิติเวลา (อา อันนี้มีทั้งความเหงาและหวือหวาเลยแฮะ) ความตลกขบขัน (เอาจริงคือเผลอก๊ากออกมาหลายฉากอยู่) ความโรแมนติกที่จงใจใส่เข้าไปอย่างชัดเจน การเล่นจังหวะจะโคนกับความรู้สึกคนดูให้ลุ้น ให้ซึ้ง รวมถึงเรื่องราวของตำนานและสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ทำให้เป็นอะนิเมะที่ดูสนุก อยากรู้เรื่องต่อเร็วๆ มากกว่าเป็นการดูไปเรื่อยๆว่าชีวิตของตัวละครเป็นยังไง

และทั้งใช่ ทั้งไม่ใช่- หลายๆคนไม่ได้ชอบทั้งความเหงาและความหวือหวาเร้าใจ หลายๆคนไม่ได้ชอบอะนิเมะ แต่ก็ไปดูเพราะอยากรู้ว่ามันดียังไง พอเข้าไปดูก็เกิดคำถามและความไม่เชื่อ พอไม่เชื่อ ไม่อิน ก็กลายเป็นอะนิเมะที่ดูแล้วน่าขบขันไป เห็นหลายเสียงไม่น้อยเลยที่พูดแนวว่ามันไม่ได้ดีขนาดนั้น

จริงๆแล้วคนทีชอบแนวเปลี่ยวเหงาแบบฉัน ไปดูเรื่องนี้ก็ค่อนข้างไม่อินอยู่บ้างในบางจุด แต่ถามว่าเป็นเรื่องราวที่ประทับใจมั้ย ฉันก็จะตอบเต็มเสียงว่ามาก

เขาเคยทำให้ฉันชอบจังหวะของโตเกียวมาแล้วครั้งหนึ่ง มาวันนี้ เขาก็ทำให้ฉันชอบฮิดะเพิ่มขึ้นมาด้วย (ถึงราเม็งฮิดะจะไม่ค่อยถูกปากฉันเท่าไหร่ก็เถอะ)

ความเหงามักจะถูกพูดถึงบ่อยครั้งในบริบทของผู้คนในเมืองใหญ่ หากแต่ความจริง ทุ่งหญ้าสีเขียว เวิ้งทะเลสาบสีดำขลับ ก็เป็นแหล่งความเหงาที่ใหญ่โตและจู่โจมจิตใจคนเราได้ไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ถ้านึกถึงเสียงชมและกระแสของผู้คน ฉันก็อาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้เท่าที่ตัวเองตั้งใจไว้นัก

แต่ถ้าตัดกระแสรอบข้างออก จินตนาการว่ามีเพียงฉันกับเรื่องราวของทาคิและมิสึฮะ ฉันก็จะพบว่ามันงดงาม และตัวเองรักเรื่องราวของพวกเขาเหลือเกิน

ในลิสต์ไปญี่ปุ่นรอบหน้า (ที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไปตามรอยเรื่องนี้นะ