บันทึกความฝัน

1.

เมื่อเช้ามืดฉันฝัน

ในบ้านอันคุ้นเคย สีผนัง เหลี่ยมมุมเสา โต๊ะ เตียงนอน ประตูหน้าต่าง ทุกอย่างที่มองเห็นแจ่มชัดเสียจนไม่มีสิ่งใดให้เอะใจได้เลยว่ามันคือความฝัน รวมถึงผู้คนในบ้านก็ด้วย ใช่, พวกเขาคือครอบครัวที่แชร์ช่วงเวลากับฉันมาทั้งชีวิต

ก่อนหน้าจะถึงฉากในบ้าน ฉันได้ไปที่อื่นมาก่อน ฉากสถานที่พวกนั้นก็แจ่มชัดมากเหมือนกัน แต่ ณ ตอนนี้ ที่ฉันลงมือบันทึกเรื่องราว ฉันนึกอะไรแทบไม่ออก ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งที่จริง, มันก็อาจจะเป็นเช่นนั้น

ในบ้านบรรยากาศมืดทึมเพราะม่านที่แม่ทำไว้ดันกันแสงได้ดีเกินไป เราคุยกันเรื่องข้าวเช้า ไม่ก็ข้าวกลางวัน ฉันไม่ค่อยชัดเจนเรื่องเวลา แต่ด้วยเรื่องราวที่เราคุยกันนั้นทำให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมา เปิดหาร้านข้าวจะสั่ง

ในจอมือถือปรากฏโฆษณาร้านอาหารเดลิเวอรี่ ความจริงฉันควรเอะใจตั้งแต่ตรงนี้เพราะมันเขียนว่าในเขตกรุงเทพฯ แต่บ้านฉันอยู่ต่างจังหวัด

ภาพข้าวในโฆษณาช่างดูน่าอร่อย ฉันเลื่อนๆจอ เดินเอาไปยื่นให้พี่ชายดู ถามว่าน่ากินมั้ย พี่ชายตอบรับแค่อืมๆ ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ ฉันจำได้ว่าตัวเองนึกในใจว่าถ้าอร่อยอย่ามาขอกินแล้วกัน

แล้วอะไรสักอย่างก็ที่ทำให้ข้าวกล่องนั้นมาส่ง ฉันนึกสงสัยว่าทำไมถึงเร็วนัก ที่จริงฉันยังไม่กดสั่งด้วยซ้ำ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองอาจจะเผลอกดอะไรที่เป็นการสั่ง (ที่จริงตรงนี้ก็ผิดปกติ ข้าวมันมาส่งตอนไหนยังไง)

ระหว่างที่กำลังงงๆ ก็ได้ยินเสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น

พี่ชายทำท่าจะออกไปดูว่าใครมา แต่ฉันเร็วกว่า เพราะเข้าใจว่าคงเป็นคนจากร้านข้าว ‘ไม่เป็นไรหนูออกไปดูเอง’ บอกพี่ชายแล้วก็รีบเปิดประตูออกไปดู

เมื่อเปิดประตูตัวบ้านจะเจอที่จอดรถ แล้วถัดไปถึงเป็นประตูรั้ว โดยปกติแล้วประตูรั้วจะล็อกกลอนจากด้านในไว้เสมอ เพราะฉะนั้นการที่ฉันเปิดประตูตัวบ้านออกไป แล้วเจอผู้ชายคนหนึ่ง สวมแจ็กเก็ตยืนอยู่ตรงที่จอดรถ จึงสร้างความงงงวยให้ฉันประมาณหนึ่ง ‘สวัสดีค่ะ’ ฉันทักทายเขา จริงๆมันก็เป็นการทักทายที่ประหลาดอยู่เหมือนกัน ทำไมฉันถึงเลือกใช้คำแบบนั้น

ฉันเหลือบมองไปที่กลอนประตูรั้วก็พบว่ามันไม่ได้ล็อกเอาไว้ ใครลืมล็อกประตูกัน-ฉันคิดในใจคาดโทษความผิดไปให้คนในบ้าน แล้วก็เลยได้สังเกตเห็นว่าที่ตรงนอกรั้วบ้านมีผู้ชายอีกคนนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ เหมือนจะมาด้วยกันกับผู้ชายที่ยืนอยู่ในบ้านตอนนี้

ผิดปกติ-ฉันบอกตัวเอง

แล้วผู้ชายสวมแจ็กเก็ตตรงหน้าก็ยื่นกระดาษลักษณะเหมือนหนังสือพิมพ์มาตรงหน้าฉัน  ไม่ใช่ร้านข้าวหรอกเหรอ-ฉันคิดในใจ หรือเขาจะไม่ได้มาด้วยกันกับผู้ชายที่รออยู่นอกรั้ว คนที่อยู่นอกรั้วอาจจะเป็นคนส่งข้าว แล้วคนนี้เป็นใคร

ในขณะที่ความคิดกำลังหมุนวิ่งอยู่ในหัว ฉันก็พบว่าตัวเองได้ยื่นมือไปรับหนังสือพิมพ์นั้น ผู้ชายสวมแจ็กเก็ตใช้นิ้วชี้ไปยังข้อความที่ปรากฎอยู่บนกระดาษ แต่ยังไม่ทันได้ตั้งใจอ่านมัน เขาก็พูดอะไรบางอย่างขึ้นมาซะก่อน

‘ดูไว้ว่าอย่าออกมารับหนังสือพิมพ์ที่หน้าบ้าน’

2.

‘ดูไว้ว่าอย่าออกมารับหนังสือพิมพ์ที่หน้าบ้าน’

เขาน่าจะพูดอะไรแบบนั้น ฉันจำคำได้ไม่แม่นยำ แต่มันไม่ผิดเพี้ยนไปกว่านี้แน่

สายตาฉันเริ่มพร่ามัว พลาดแล้ว-ฉันคิดในใจ สายตาตวัดไปที่นอกรั้วอีกครั้ง ผู้ชายที่นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์จนถึงเมื่อกี้ ตอนนี้เขายืนขึ้น ไม้แบดมินตันสองอันโผล่พ้นขอบรั้วปรากฏให้เห็น

ในช่องว่างระหว่างรั้ว ฉันเห็นหน้าผู้ชายคนนั้น ใบหน้านั้นแจ่มชัดพอๆกับภาพบ้านและคนในครอบครัว มันไม่ใช่ใบหน้าที่เคยรู้จัก แต่ความแจ่มชัดของมันก็ทำให้ฉันประหลาดใจ ว่าทำไมความฝันของฉันถึงได้สร้างใบหน้าคนไม่คุ้นเคยได้สมจริงขนาดนั้น

เขายิ้มมุมปาก ก่อนที่จะปรากฏให้เห็นวัตถุหนึ่งโผล่พ้นขอบรั้ว กลมกลืนไปกับไม้แบดมินตันสองอันที่ถูกชูขึ้นก่อนหน้า วัตถุทรงยาวเรียว สีเทาอมเขียว ที่ปลายของมันเป็นทรงเหมือนปากกระบอกของอะไรสักอย่าง

ตัวฉันเย็นเฉียบ ก่อนที่จะเข้าใจว่ามันคืออะไร เท้าก็ออกวิ่งก่อนแล้ว

ไม่มีทางหนีอื่น ฉันรีบวิ่งเข้าไปในที่จอดรถอีกบริเวณที่อยู่ด้านข้างตัวบ้าน ‘ปัง’ เสียงปืนดังสนั่นไล่หลังมา มันน่าจะโดนที่ผนังหรือเปล่า ระหว่างที่คิดก็มีเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง พร้อมๆกับที่ฉันพบว่าตัวเองวิ่งมาถึงสุดรั้วบ้านอีกฟาก

‘ปัง ปัง’ เสียงปืนดังขึ้นอีกสองครั้ง มันดังห่างกันเล็กน้อย และฉันก็พบว่าตัวเองนอนอยู่กับพื้นตั้งแต่ที่มันดังขึ้นครั้งแรก

นี่คือความรู้สึกของคนถูกยิงเหรอวะ-ฉันนึกขึ้นในขณะที่กำลังนอนหันหน้าเข้าผนังรั้ว สีเหลืองอ่อนของผนังทำให้ฉันเศร้าใจขึ้นมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉันกำลังจะจากไปในบ้านที่คุ้นเคย กลางหลังปรากฏความรู้สึกเย็นซ่า ไร้ความเจ็บปวด เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเกิดและก่อขยายเป็นวงแผ่ออกจากตรงนั้น มันกำลังเติบโต ไม่ใช่แค่พื้นที่ร่างกายของฉัน แต่เป็นทั้งจักรวาล

ฉันนึกถึงแม่ พี่ชาย และหลานสาวในบ้าน พวกเขารู้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันอยากเดินไปบอกให้เขาหนี แต่ฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายสองคนนั้นรู้ว่าในบ้านมีคนอื่นอยู่อีก พวกมันต้องการอะไร แค่ฉันคนเดียว หรือทุกคนในบ้านทั้งหมด ฉันไม่รู้อะไรเลย ถ้าไม่กดไปเจอเว็บข้าวร้านนั้น ก็คงไม่เป็นแบบนี้-ฉันนึกโทษตัวเองแล้วก็รู้สึกสมเพชจนอยากจะหัวเราะออกมา โดนยิงตายเพราะกดสั่งข้าวเนี่ยนะ ห่า ชีวิตห่า บัดซบและทุเรศ ตายได้ทุเรศทุรัง

ก่อนตายเวลามันจะช้ากว่าปกติหรือยังไง-ประสบการณ์ที่ฉันไม่เคยเจอทำให้นึกสงสัย ที่จริงแล้วช่วงเวลาระหว่างโดนไล่ยิงจนถึงตอนนี้ที่ล้มลง มันคงกินเวลาไม่กี่นาที แต่ขณะนี้เวลาเหมือนถูกขยายออก ฉันคิดอะไรหลายอย่างได้มากมายระหว่างที่ล้มแน่นิ่ง พร้อมๆกับการแผ่ขยายของบางสิ่งที่มีจุดกำเนิดจากกลางหลัง

การแผ่ขยายกระจายออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับความรู้สึกแปลกใหม่, มันขยายลงด้านล่าง การแผ่ขยายกินมิติไม่ใช่แค่ความกว้างแต่รวมถึงความลึก

ฉันนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านเมื่อไม่นานมานี้ เขาพูดประมาณว่าขณะของความตายเป็นเมจิกไทม์ หากตอนมีชีวิตอยู่คุณอยู่กับชั่วขณะได้ ชั่วขณะที่คุณจะตายคุณจะอยู่กับมันได้เช่นกัน และคุณจะจดจำมันได้ว่าคุณผ่านมันไปอย่างไร มันจะทำให้คุณผ่อนคลาย และเมื่อคุณจดจำมันได้ มันจะไม่พาให้คุณกลับมาอีก

‘ชั่วขณะ ชั่วขณะ’ ฉันท่องให้ตัวเองฟัง พยายามดึงสติที่มีทั้งหมดให้อยู่กับตัวเองและการแผ่ขยายนี้ แว้บหนึ่งของความพยายามหนักหน่วง มีความนึกคิดถึงคนในบ้านปรากฏขึ้นมา-หนูต้องไปก่อนแล้ว

เวลาที่ถูกยืดจนยาดเริ่มคลายตัวกลับ ทุกอย่างค่อยๆเข้าสู่จังหวะปกติ การแผ่ขยายที่มีศูนย์กลางจากกลางหลังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวอีกต่อไป มีแต่เพียงภาพผนังบ้านสีเหลืองอ่อนที่กำลังมืดลง ก่อนที่โสตประสาทจะปรากฏเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง

‘ปัง’

3.

ฉันค่อยๆลืมตาขึ้น ความมืดทึมอีกแบบที่คุ้นเคยปรากฏ มือควานหาสัมผัสเตียงนอนและผ้าห่ม ตามองไปยังประตูระเบียง แสงสว่างเล็กน้อยจากภายนอกทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่กลางดึก แต่เป็นเช้ามืด

ฝัน?

แน่รึเปล่า ใจหนึ่งก็โล่งอก แต่อีกใจก็ยังสงสัย การตื่นครั้งนี้คือการตื่นจากฝัน หรือเป็นการตื่นจากชีวิตฟากนู้น

ถ้าฉันเลือกจะเชื่อว่าตัวเองตื่นจากฝันแล้วใช้ชีวิตไปตามปกติ วันหนึ่งจะมีใครมาบอกฉันรึเปล่าว่าที่จริงฉันน่ะตายไปแล้ว ไปเสียเถอะ แบบหนังหลายๆเรื่องที่เคยดู

กลางหลังยังปรากฏความรู้สึกเย็นวาบ มันคงเป็นความตายจริงๆ หากแต่ใจที่เต้นตุบตับกับ’เหตุการณ์ก่อนหน้า’ ก็ทำให้ฉันรู้ว่า มันคงเป็นชีวิตจริงๆ

จะนอนต่อเพื่อไปเช็คว่าตัวเองตายจริงมั้ยดี หรือจะตื่นขึ้นอาบน้ำกินข้าวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดี จะนอนต่อหรือจะตื่น จะตายหรือจะอยู่ ในความงุนงัว ฉันคิดอะไรหลายอย่าง

แล้วฉันก็เผลอหลับไปอีกครั้ง

Advertisements

End of and Era – บันทึกในวันสิ้นสุดยุคสมัย

เป็นตอนเย็นวันที่ 13 ตุลาคม เย็นวันหนึ่งหลังกลับจากทำงาน

การตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อมาสองสามวัน ทำให้ร่างกายตึงเครียด จิตใจไม่สงบอยู่บ้าง และโดยสัตย์จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็พาลให้ได้ทำใจไว้แล้วประมาณหนึ่ง

หากแต่วินาทีที่เปิดจอมือถือ ไทม์ไลน์ในทวิตเตอร์ปรากฏข้อความที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ฉับพลันมือก็สั่น เลือดที่หัวเหมือนจะไหลไปรวมที่เท้าหมด

การซื้อของอยู่ในเซเว่นด้วยสภาพการณ์แบบนั้น ฉันเก็บมือถือ ไว้ก่อน ตอนนี้ซื้อของก่อน บอกตัวเองแล้วก็เดินซื้อของต่อ จ่ายตังที่เคาน์เตอร์ ทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติที่สุด

 ซื้อของเสร็จรีบจ้ำกลับห้อง ส่วนตอนนี้ต้องถึงห้องให้เร็วที่สุด กดตัวเลขในลิฟต์ย้ำๆ เหมือนมือจะยังสั่นอยู่

ไขกุญแจ เปิดไฟ วางของ ทิ้งทุกอย่าง แล้วรีบเปิดทีวี-ที่ปกติแล้วเดือนนึงจะเปิดสักสองสามหน

หน้าจอปรากฎผู้ประกาศข่าวชายสวมสูทดำสนิท ฉากหลังเป็นสีดำ ถ้อยความที่เขาประกาศเนิบช้า ชัด ตอกย้ำเข้าโสตประสาท หากแต่เหมือนร่างกายจะยังไม่อาจเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้ดีนัก เลยหยิบมือถือที่ถูกยัดลงในกระเป๋า เปิดจอขึ้นมาดูประกาศที่เมื่อกี้เพิ่งสะบัดหน้าหนีจากมัน เปิดอ่านอีกครั้ง อ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมา ให้หูได้ยินเสียง ให้ตาได้เห็นข้อความ

โอ.. เข้าใจแล้ว

มือหายสั่น เลือดที่เหมือนจะไหลไปรวมอยู่ที่เท้ากลับคืนมายังร่างกายทุกส่วน สมองรับรู้ข้อความตามความหมาย

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

เคยมีคำถามหนึ่งใน ask fm ถามประมาณว่าคุณรักประเทศของคุณมั้ย จำได้ว่าตัวเองตอบไปว่า ‘เรียกว่าผูกพันดีกว่า’

ตามคำตอบนั้น, ฉันไม่รู้จริงๆว่าความรู้สึกของฉันมันจะเรียกว่ารักได้ยังไง เพราะถ้าดูจากคนที่เขาบอกว่ารัก ฉันก็ดูจะต่างจากพวกเขาเสียเหลือเกิน

ผูกพัน- ใช่, ไม่มีคำไหนเหมาะสมและถ่ายทอดความหมายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และไม่ว่าฉันจะมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร ฉันก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นตัวของตัวเอง ที่เกิดจากการหล่อหลอมของที่แห่งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

ฉะนั้น กับการที่ที่แห่งนี้ ได้สูญเสียบุคคลผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางไป ความรู้สึกใจหายและว่างโหวงที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่สมควรเกิดและเป็นไปตามธรรมชาติอย่างที่สุด

ตลอดชีวิตยี่สิบหกปี การมีในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่นั้น เป็นเรื่องปกติและธรรมดา หมายความว่า การมีอยู่ของพระองค์ เป็นข้อเท็จจริงเหมือนกับที่พระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า ตกทุกเย็น เหมือนกับที่ฤดูกาลหมุนเปลี่ยนให้หนึ่งปีมีสามฤดู

ดำเนินผ่านห้วงกาลเวลามายาวนาน จนกลายเป็นความปรกติธรรมดาเช่นนั้น

ด้วยเหตุนั้นในเช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าที่นี่ไม่มีพระองค์อยู่ มันจึงแปลกแปร่งและไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

พระอาทิตย์ยังขึ้นอยู่เหมือนทุกเช้า ฝนยังตกลงมาสมกับฤดูกาลที่มันควรจะเป็น

แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม

ความรู้สึกของผู้คนในที่แห่งนี้ที่มีต่อพระองค์อาจจะต่างกันไป บางคนนับถือเป็นเทวดา บางคนนับถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ หลายคนนับถือเป็นพ่อ

แต่สำหรับฉัน, ฉันนับถือพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเป็น หมายความว่าในฐานะกษัตริย์ ในฐานะคนคนหนึ่งผู้ซึ่งตอบสนองต่อหน้าที่ของตนเอง

Great man- ใช่ สำหรับฉัน พระองค์เหมาะสมกับคำนั้น

หากใครที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์แล้ว ก็จะไม่มีอะไรให้ปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของคนผู้นั้นได้เลย

ในจอทีวี ฉายภาพขบวนรถยนต์ยาวเหยียด ผู้คนสวมชุดดำเนืองแน่นเต็มสองข้างทาง

แสงแดดตอนเย็นช่วยขับให้ภาพนั้นดูอ่อนโยน หากแต่พอคิดขึ้นมาได้ว่า นี่เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ของผู้ที่เคยได้เดินทางไปทุกหนแห่งนับไม่ถ้วน แสงแดดที่ว่าก็พลันขับภาพให้เหงาขึ้นมา

ยาวนานเหลือเกิน

การเดินทางของพระองค์ ยาวไกลและยาวนานเหลือเกิน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แล้วพรุ่งนี้ก็จะเริ่มวันใหม่อีกครั้ง

เช่นเดียวกับวันต่อๆไป วันต่อๆไป

วันนี้ ฉันยังคงทำงาน ใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา และจะทำแบบนี้ต่อไป

ไม่ว่าแผ่นดินนี้ หรือแผ่นดินใด

ฉันจะใช้ชีวิตให้ดี

(บันทึกไว้ในวันเปลี่ยนผ่าน 14 ตุลาคม พ.ศ.2559)

Miss

ซีรี่ส์เกาหลีเรื่องแรกๆที่ดูและติดอย่างงอมแงม น่าจะเป็นคิมซัมซุน

(เคยเอาไปเม้ากับเพื่อนเกาหลีว่าชอบเรื่องนี้มาก เป็นเรื่องแรกที่ประทับใจ เพื่อนงง เคลียร์กันอยู่สักพักนางถึงร้องอ๋าา พร้อมตอบกลับมาด้วยสำเนียงเป๊ะชัดเว่อว่า คิมซัมซอน)

อยู่ดีๆก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นความฮาขี้แตก ความก๊าว โรแมนติก ดราม่า หนึ่งในเรื่องราวที่ร้อยเรียง เข้าใจว่ามันมาพีค กระทบ และหลงเหลือมากที่สุดก็ตรงช่วงที่มีจุดฉีกของเรื่อง

ใช้คำว่าจุดฉีก เพราะมันค่อนข้างจะแปลกแยกไปจากบรรยากาศโดยรวม เป็นลักษณะของการฉีกออกไป

จุดนั้นคือช่วงท้ายๆ ตอนที่เรื่องราวความรักชุลมุนชุลเก มือที่สามสี่ห้า ครอบครัวสองฝั่งสามฝั่งเคลียร์กันหมดเรียบร้อย ความรักหมดอุปสรรค จุดที่เหมือนทุกอย่างจะสงบสุข ในช่วงเวลานั้นมีอยู่วันหนึ่งพระเอกต้องไปต่างประเทศเพื่อไปทำอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว (…) แต่ก็เป็นระยะสั้นเดือนนึงหรือราวๆนั้น เหมือนไปทำธุระ ดูไม่มีประเด็นอะไร

แต่ก็เป็นประเด็นขึ้นมาเมื่อถึงเวลากำหนดทำธุระเสร็จ พระเอกดันไม่กลับมา

นางเอกที่อยู่ฝั่งนี้ (เกาหลี) เฝ้ารอ ติดต่อไปก็ติดต่อไม่ได้ จากที่ร้อนใจหนักหนาจะเป็นจะตาย เมื่อวันเวลาล่วงเลย ถึงจุดหนึ่งก็สงบลง การใช้ชีวิตของเธอกลับมาดำรงอยู่อย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ว่าความรู้สึกของการเฝ้ารอนั้นหนักหนา ทิ้งดิ่ง และเงียบเชียบอยู่ก้นบึ้ง

หลังจากนั้น เรื่องราวคือผ่านไปหลายเดือนพระเอกก็กลับมา พร้อมเหตุผลว่าตัวเองอยากคิดอะไรสักพักเลยออกเดินทาง ระหว่างนั้นได้เขียนโปสการ์ดมาหานางเอกตลอด และก็ไม่ลืมทิ้งทวนความเป็นซีรีส์สายฮาด้วยคำเฉลยที่ว่า ที่โปสการ์ดไม่ถึงนางเอกเพราะอีตาพระเอกดันเขียนที่อยู่ผิด

ความจริงแล้วจะไม่มีช่วงตอนนี้ก็ยังได้ หากมองในแง่ของบทละคร ดราม่ามือสามสี่ พ่อแม่สองฝั่ง ถ้าจบลงแล้วก็คงไม่มีอะไรให้เล่าเรื่องต่อ คนดูก็ต้องการแค่นั้น มีปัญหาให้เคลียร์ จบแล้วก็รักกัน

ความดีของเรื่องนี้อยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่ไม่จบแค่นั้น แต่ดันมีประเด็นขึ้นมาตอนช่วงเวลาที่ไม่ควรมีประเด็นอะไร

ทั้งเรื่องที่เต็มไปด้วยสรรพเสียงปรากฎความเงียบงันที่สุดก็ตอนนี้ ความรักที่วิ่งวน พลุ่งพล่าน ก็มาตกตะกอน เป็นผิวน้ำนิ่งเอาก็ตอนนี้

ถ้าอารมณ์ความรักเป็นกราฟแสดงเลเว่ลความพีคได้ เข้าใจว่าช่วงเวลาที่พระเอกหายไปนั่น ไม่ใช่ช่วงกราฟที่พีคที่สุดของทั้งคู่แน่ๆ ทั้งสองคนน่าจะรักกันจุดดื่มด่ำที่สุดก็ตอนก่อนหน้าปัญหาจะจบลง

แต่ช่วงเวลาที่พระเอกหายไปนั่น น่าจะเป็นตอนที่ทั้งสองคนรักกันจริงที่สุด

การมีชีวิตของตัวเองไปเช่นที่ควรจะเป็น แม้ว่าไม่อาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน มีเพียงการเฝ้ารอและการคำนึงที่เงียบเชียบและหนักหน่วง อยู่ในห้วงลึกของตัวเองเท่านั้น

เวลาผันผ่าน อารมณ์ความรักที่เคยพลุ่งพล่านตายจากไป เหลือเพียงแต่ชีวิตของตัวเองกับก้อนผลึกความคำนึงที่ฝังรวมเป็นส่วนหนึ่ง ความคำนึงถึงอีกฝ่ายกลายเป็นชีวิต ไม่ใช่ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง ความคำนึงก็ส่วนหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา

ที่จริง เรื่องราวอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น ซีรีส์อาจจะเรตติ้งดีเลยหาเรื่องมาให้ยืดเสียหน่อยก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะยังไง ผลของมันก็ทำให้ความรักของทั้งคู่ลึกซึ้งขึ้นมา

 

 

อันที่จริง ไม่ใช่ว่าอยู่ๆดีก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาหรอก

ความคำนึงไม่ใช่สิ่งล่องลอยไร้สาเหตุได้ขนาดนั้น

 

เป็นคืนที่ไม่ค่อยพบเจอบ่อยนัก กับความคำนึงที่หนักอึ้งและแผ่กระจายไปทั่วแบบนี้

หวังว่าเธอคงสบายดี

 

 

Wishing you a good summer

ฉันไม่เคยถามว่าคุณชอบฤดูอะไรมากที่สุด

 

‘หน้าร้อนแล้วแมลงเยอะเป็นบ้า ผมไม่ชอบแมลง’ คุณพูดแบบนั้นในฤดูร้อนปีหนึ่งที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ แต่นึกย้อนดูแล้วมันช่างเลือนรางเหมือนเป็นอดีตของคนอื่น

‘ฉันก็ไม่ชอบแมลง แต่ฉันค่อนข้างชอบฤดูร้อน’ ไม่รู้ว่าคุณรู้สึกกับมันอย่างไรบ้างหลังจากได้ฟังคำตอบรับของฉัน ประโยคตอบรับกึ่งยืนกรานกึ่งขี้ขลาดแบบนั้น

ความจริงฉันไม่ได้รังเกียจสิ่งมีชีวิตอย่างแมลง พวกมันไม่ได้มีอะไรที่ไม่น่าพึงใจ และความจริงอีกข้อคือฉันชอบฤดูร้อน ชอบมากที่สุดในบรรดาฤดูกาลบนโลกที่มีโอกาสได้รู้จัก

แต่ฉันกลับพูดออกไปแบบนั้น เพราะอยากให้มีบางข้อบางส่วนที่มันอาจจะซ้อนทับกับคุณได้บ้าง

‘..ความจริงแล้วผม’ เสียงของคุณทำลายบรรยากาศเงียบสงบรอบตัวเรา ฉันที่มัวแต่ก้มหน้ามองดินมองทรายพลันเงยหน้าขึ้นมาสบกับสายตาอ่านยากเสมอมาคู่นั้นของคุณ

‘ผมไม่มีฤดูที่ชอบเป็นพิเศษ ถ้าฤดูร้อนปีไหนดี ปีนั้นผมก็คงชอบฤดูร้อน’ สายตาคุณที่จ้องมองมา ทอดนิ่ง เงียบงัน เป็นอีกครั้งที่ฉันอ่านไม่ออก การมองตาคุณกับการไม่มองตาคุณที่จริงอาจจะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก- บางครั้งฉันเผลอคิดแบบนั้น

‘แล้วถ้าปีไหนเป็นฤดูร้อนที่ไม่ดี คุณจะเกลียดมันรึเปล่า’ ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองคาดหวังจะได้รับคำตอบแบบไหนจากคำถามไร้ประเด็นพรรค์นั้น และเหมือนคุณจะรู้ว่าฉันกำลังลำบากใจกับสถานการณ์ของตัวเอง สีหน้าของคุณจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ยิ้มมุมปากที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจผู้คนผุดขึ้นให้เห็น

‘อย่ากังวลไปเลย ถึงผมอาจจะชอบฤดูร้อนแบบที่คุณชอบไม่ได้ แต่ผมก็เกลียดมันไม่ได้เหมือนกัน’

พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ช่วงเวลาที่โลกถูกย้อมเป็นสีส้ม หน้าร้อนที่แผดเผารุนแรง ถึงอย่างนั้น กลับมีแค่ฤดูกาลนี้เท่านั้นที่เปิดโอกาสให้-ช่วงเวลาซึ่งเรื่องราวใดๆก็ตามล้วนได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น-ปรากฎขึ้น

คุณหันหลังกลับไปแล้ว เงาทอดสาดตัวคุณดูกลมกลืนไปกับโลกทั้งหมด

ฉันอยากเห็นสีหน้าคุณยามมองพระอาทิตย์ตก หากแต่ก็สำนึกได้ในวินาทีต่อมาว่ามันอาจจะไม่ต่างอะไรกับการที่ไม่เห็นมัน

แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดไปทั่วเมืองคอนกรีต ยิ่งขับให้ภาพผู้คน ตึกอาคาร ซอกมุม ดูโดดเดี่ยวและห่างไกลจากความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

 

แสงเริ่มอ่อนแรง ภาพแผ่นหลังของคุณเริ่มพร่าเลือน ก่อนที่แสงสุดท้ายจะลับหาย ฉันภาวนาในใจ

ขอให้ปีนี้และปีใดๆ มีแต่ฤดูร้อนที่ดีสำหรับคุณ

 

Fall

ฉันน่าจะชอบคุณตอนนั้น

 

ตอนที่เด็กคนนั้นพูดว่า เมื่อก่อนเขาไม่น่าทำตัวแบบนั้นเลย ผู้คนหัวเราะเยาะไปหมด มองตัวเองอีกครั้งก็รู้สึกอายเกินกว่าจะยอมรับมันได้ เขาจะไม่ทำมันอีก

คนที่นั่งฟังอยู่รอบๆตรงนั้นล้วนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ตบมือชอบใจ คุณก็ด้วย ใช่, ฉันจำได้ว่าคุณก็หัวเราะดังอยู่ไม่น้อย ฉันยังจำเสียงหัวเราะคุณได้ดี

แล้วก็จำได้ขึ้นใจกับประโยคที่คุณพูด หลังจากเสียงหัวเราะเงียบลง สายตาที่ฉายแววจริงจังของคุณ

‘ตอนนั้นนายมั่นใจไม่ใช่เหรอ ถึงมันจะน่าหัวเราะ แต่ฉันไม่อยากให้นายอับอายหรือปฏิเสธตัวเอง’ คนรอบข้างเงียบเสียง จ้องมองมาที่คุณ แน่นอน เด็กคนนั้นด้วย

‘การที่นายสามารถทำเรื่องอะไรก็ตามด้วยความมั่นใจ ฉันชอบมันนะ’

คำพูดคุณอ่อนโยนเหลือเกิน แต่รู้มั้ย ว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับสายตาคุณที่ทอดมองเด็กคนนั้น

เพียงเสี้ยวเดียว, แต่ฉันเห็น ว่านัยน์ตาของเด็กคนนั้นรื้นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติ หันไปหยอกล้อกับคนรอบข้าง แหย่คุณว่าพูดเป็นลิเก คุณก็เลยพลอยหัวเราะตัวเองตามไป

ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์เล็กๆวันนั้นอีก แต่ฉันมั่นใจว่าเด็กคนนั้น และฉัน จำมันได้ดี

 

ฉันน่าจะชอบคุณตอนนั้น

เด็กคนนั้นก็น่าจะไม่ต่างกัน

 

Poems

‘ทำใจให้สบาย แล้วก็ปล่อยตัวร่วงหล่นลงไป -ใช่ ลงไปตามบันไดที่เธอปีนขึ้นมา’

ท่อนแร็พรำคาญหู แต่เป็นบทกวีสำหรับบางคน

ฉันคือคนมืดบอด ฟังสิ่งน่ารำคาญหูเป็นบทกวีได้เสมอ