A.I. Artificial Intelligence (2001)- การพักผ่อน

AI_Poster

(ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/A.I._Artificial_Intelligence)

มีหนังเรื่องอะไรบ้างที่ทำให้ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง สะอึกสะอื้น สะเทือนใจแบบนั้น

เท่าที่จำได้ มีเทกึกกี ไททานิคที่มีโอกาสได้ดูในโรงอีกครั้งตอนมหาลัย โอคุริบิโตะในการดูครั้งที่สอง อืม.. ประมาณนั้นมั้ง นอกนั้นก็ร้องไห้ตามประสา แต่ไม่ถึงขั้นสะอึกสะอื้นแบบห้ามตัวเองไม่ได้อย่างสองสามเรื่องที่ว่ามา

แล้วเมื่อคืนนี้(ความจริงแล้วฉันดูหนังเรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อน) ก็บังเอิญได้พบเรื่องที่สี่- กับหนังในตำนานอย่าง A.I.

ไม่เคยอ่านสปอยล์หรือเรื่องย่ออย่างจริงจัง แต่ก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าเป็นเรื่องราวของปัญญาประดิษฐ์ที่มีชีวิตจิตใจ

และเป็นหนังที่-เศร้าฉิบหาย ในตำนานเรื่องหนึ่ง

ก็เตรียมใจไว้ แต่ก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก

ความจริงก็น้ำตาซึมเรื่อยๆมาตลอดในช่วงครึ่งแรก (หนังยาวสองชั่วโมงกว่า) แต่ในช่วงครึ่งหลังไปจนฉากตอนสุดท้ายกลับไม่ได้เสียน้ำตาพร่ำเพรื่อขนาดนั้น จวบจนกระทั่งหนังเข้าสู่ตอนจบแล้วตัดเข้าเครดิต นั่นแหละ เข้าใจเลยว่าสภาวะเมฆที่อมน้ำไว้จนหนัก ทนไม่ไหว แล้วต้องปล่อยทุกอย่างให้ร่วงหล่นลงมา มันเป็นความรู้สึกยังไง

ในพันทิปมีคอมเม้นต์นึงพูดไว้ประมาณว่า ตอนเด็กๆเคยเห็นแม่ดูเรื่องนี้แล้วร้องไห้เป็นเผาเต่า ตอนนั้นก็ได้แต่สงสัยว่าแม่ร้องไห้ทำไม พอโตขึ้น หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูกับแม่ สุดท้าย กอดคอร้องไห้กันสองคน

อ่านแล้ว ฉันก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ

มีหนังมากมายในโลกนี้ ที่เล่าถึงการผจญภัยเพื่อตามหาบางสิ่ง

หลายๆเรื่องก็โหด ทรหด ลุ้นล่าตามหากันสุดขอบโลก เจอแล้วก็ยังหลุดมือไป ต้องไปต่อสู้แย่งชิงกันอีก มหากาพย์ไม่จบไม่สิ้น

เทียบกันแล้ว บรรยากาศของ A.I. นั้นช่างมุ้งมิ้งและสงบกว่ามาก หากแต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการตามหา การข้ามผ่านเวลาอันยาวนาน การยึดติดและมุ่งมั่นต่อบุคคลอันเป็นที่รัก การฝ่าฟันอุปสรรคทั้งเวลา ระยะทาง และนวัตกรรม รวมไปถึงการต้องอยู่ยงคงกระพันในโลกที่เป็นอนิจจัง ก็ถือว่า A.I. นั้นไม่ได้เฉียดใกล้ความมุ้งมิ้งเลยแม้แต่นิด หนำซ้ำยังทรหดและมหากาพย์กว่าหลายๆเรื่องที่บู๊กันสนั่นเสียอีก

ฉากตอนที่ได้พบกับแม่ แล้วนอนหลับไปด้วยกัน มันทรงพลังและทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เหมือนกับคนที่วิ่งมาเป็นสิบๆโล แล้วมาถึงเส้นชัย – ในที่สุด

ฉันก็เพิ่งได้ตระหนักเหมือนกันว่า การได้พบกับสิ่งที่ตามหา คือการพักผ่อนที่ดี

แม่ของฉันไม่ใช่คนดูหนัง ยิ่งเป็นหนังฝรั่งด้วยแล้ว เท่าที่จำความได้ ดูจะเป็นโลกที่ห่างไกลจากแม่ ระยะทางพอๆกับที่นิยายของ ก.สุรางคนางค์ห่างจากโลกของฉัน

แต่ถ้ามีโอกาส ฉันก็อยากนั่งดูหนังเรื่องนี้กับแม่ด้วยกัน เผื่อว่าเราจะกอดคอร้องไห้ เหมือนแม่ลูกคู่นั้นบ้าง

Advertisements

Train to Busan (2016) – แสงสว่างปลายอุโมงค์

train-to-busan-poster-wide.jpg

ภาพจาก https://themoviebeat.files.wordpress.com/2016/08/train-to-busan-poster-wide.jpg?w=600&h=380&crop=1

(*ข้อความต่อจากนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของเรื่อง*)

‘วันนี้ไม่ค่อยมีงานอะไร บ่ายสามกลับกันได้เลย’

หัวหน้าพูดขึ้นในเช้าวันจันทร์ทำงาน-ที่นานทีปีหนจะสงบ-วันหนึ่ง วันจันทร์ที่งานจากอีกฝั่งประเทศไม่มีความเคลื่อนไหวเพราะเป็นวันหยุด คนฝั่งประเทศนี้เลยพลอยได้อานิสงส์ผลบุญไปด้วย

บ่ายสาม วันจันทร์ กลับบ้านเลยดีมั้ย ง่วงเหลือเกิน เผื่อจะได้นอนสักงีบ

คิดไปก็ไถไทม์ไลน์หน้าทวิตเตอร์ไป เลยได้เห็นบางทวิตที่ไหลผ่านเข้ามา

โอ้ ใช่แล้ว เทรนทูปูซาน

ก็ได้วะ ไปดูมันซะหน่อย เป็นกระแสดีนัก

ถ้าน่าเบื่อ ก็หลับมันในโรงนั่นแหละ

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากงยูเป็นพระเอก กับเป็นหนังที่ได้ไปฉายที่คานส์ ฉันก็ไม่มีพื้นหลังอะไรเหนือจากนี้อีก

บวกกับความเป็นหนังซอมบี้ ก็ยิ่งเพิ่มระยะความห่างไกลแและไม่รู้ห่าอะไรเข้าไปให้กับหนังเรื่องนี้อีกเท่าตัว

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

ตัดสินใจอย่างนั้นระหว่างนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉาย เก้าอี้แถวบนสุดของโซนราคาถูก ซ้ายและขวาขนาบด้วยชายหนุ่ม คนซ้ายมาคนเดียว คนขวามากับแฟน

รอบนี้คนเต็มโรง

ทวิตของยูเซอร์ท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ประมาณว่า เริ่มต้นเนิบช้า ก่อนที่ฉับพลันจะเหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ

เป็นเช่นนั้นไม่ผิดเพี้ยน

เริ่มต้นเรื่องมาจุดประเด็นด้วยกวางที่ล้มตายกลายเป็นซอมบี้ในเขตโรงงานแห่งหนึ่ง ก่อนจะตัดเข้าฉากหน้าและหุ่นหล่อๆของพระเอก เป็นสิบถึงยี่สิบนาทีแรกของหนังที่เนิบ เรื่อย แต่เพลินตาเพลินใจดีนัก

พระเอกที่งานรัดตัว หย่ากับเมีย อาศัยอยู่กับแม่และลูกสาววัยประถม วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดของลูกสาว เด็กน้อยได้บอกกับพ่อด้วยความน้อยใจว่าหนูจะนั่งรถไฟไปหาแม่ที่ปูซานคนเดียว (พ่อไม่ว่างไม่ต้องไปก็ได้)

คนเป็นพ่อที่วันๆทำแต่งาน ห่างเหินกับลูกสาว ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วตัดสินใจ-ไปเป็นเพื่อนลูกก็แล้วกัน

รถไฟ KTX ออกเดินทางจากโซลมุ่งสู่ปูซาน เมืองท่าทางตะวันออก ใช้เวลาโดยสารประมาณสองชั่วโมง

ทั้งคู่ขึ้นไปบนนั้น พร้อมผู้โดยสารมากหน้าหลายตา นักธุรกิจ สามีภรรยา นักเรียน ครอบครัว เด็ก คนแก่

ได้เวลาออกเดินทาง เจ้าหน้าที่รถไฟให้สัญญาณปิดประตู หากแต่เสี้ยววินาทีนั้น หญิงคนหนึ่งพร้อมด้วยร่องรอยแผลสดบริเวณน่องขาก็กระโดดขึ้นรถไฟมา ทันก่อนที่ประตูจะปิดพอดิบพอดี

แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวน

เรื่องราวต่อจากนั้นคือส่วนที่สมควรเรียกว่า เหวี่ยงเราขึ้นรถไฟเหาะ โดยแท้จริง

หญิงที่โดดขึ้นรถไฟคนนั้นกลายร่างเป็นซอมบี้-ที่วิ่งไวและอะเลิร์ทเป็นบ้า ก่อนที่จะกัดพนักงานรถไฟคนหนึ่ง หลังจากนั้น ก็ประหนึ่งโลกยุคก่อร่างสร้างสิ่งมีชีวิต เซลส์หนึ่งแตกตัวเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ลุกลาม โกลาหล บ้าคลั่งและหนีตาย

เอาเถอะ ทำให้ลุ้นตัวโก่งได้ก็ให้ผ่านแล้ว

เอาจริงมั้ย ให้ผ่านตั้งแต่เริ่มมีซอมบี้ตัวแรกเกิดขึ้นบนรถไฟแล้ว

ยิ่งตอนเรื่องดำเนินเข้าสู่กลุ่มตัวละครหลัก ที่ประกอบด้วยพระเอก ลูกสาว หญิงท้องแก่กับคุณพี่ร่างหมีสามีสุดเท่ของนาง ชายสติไม่สมประกอบ หนุ่มเบสบอลมอปลายกับสาวน้อยที่กิ๊กกั๊กกันอยู่, ความลุ้นฉี่เหนี่ยว มือเย็น นั่งไม่ติดก็ยิ่งเพิ่มระดับอีกเท่าตัว

ฝูงซอมบี้ที่รุกไล่กลืนกินพื้นที่มนุษย์จากท้ายขบวนขึ้นมา พื้นที่คับแคบจำกัด หากแต่รถไฟต้องมุ่งหน้าสู่ปูซานต่อไป เพราะขณะนั้นโลกภายนอกทั้งหมดก็ถูกกลืนกินด้วยซอมบี้ไม่ต่างกัน ไม่ โลกข้างนอกขณะนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าเสียอีก ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวคือการไปให้ถึงปูซาน เมืองที่ยังปลอดภัยและคุมสถานการณ์ไว้ได้

รถไฟขบวนนี้จึงเป็นตัวนรก แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นทางสู่สวรรค์เพียงหนึ่งเดียว

สถานการณ์-ไม่มีทางอื่นอีก-เช่นนี้ ลุ้นเหงื่อเปียกไส้หดขนาดไหน วัดจากเสียงหวีดร้อง-เหี้ย ที่ดังประปรายเป็นระยะๆ ในโรงรอบนั้นได้เลย

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติและถูกพูดถึง เหนือไปจากความตื่นเต้นวิ่งสี่คูณร้อยหนีบรรดาซอมบี้ ก็น่าจะเป็นแก่นสารแง่มุมมนุษย์ที่ถูกนำเสนออีกด้านหนึ่ง

หนังจงใจใส่ดราม่าอย่างร้ายกาจ จนผู้ชมบางท่านออกปากว่ายัดเยียด แต่สำหรับฉันแล้ว มันสมเหตุสมผลและสะเทือนใจ พาลให้ประหวัดนึกไปถึง Tae Guk Gi หนังสงครามเกาหลีในตำนานได้ในบางห้วงอารมณ์

ในสภาวะการณ์คับขัน -หนังหลายต่อหลายเรื่องก็ถ่ายทอดมุมนี้ให้เห็นกันบ่อยๆ- มนุษย์จะมีสองด้านปรากฎขึ้นเสมอ และสองด้านนี้ ในแง่มุมชีวิต ก็เป็นโลกสองใบใหญ่ของเรา ครอบงำเราไว้และบางครั้งก็ฉีกเราเป็นสองชิ้น

ในหนังมีตัวละครโดดเด่นอย่างตาลุงนักธุรกิจที่พร้อมทำทุกอย่าง แม้แต่การโยนคนเป็นให้ฝูงซอมบี้ เพื่อให้ตัวเองรอด

รวมถึงฉากสะเทือนใจ เช่น ตอนกลุ่มหัวขบวนรถไฟกั๊กห้องเอาไว้ ขับไล่ไม่ให้พวกพระเอกที่อุตส่าห์ฝ่าฝูงซอมบี้จากท้ายขบวนเข้ามาอยู่ด้วยกัน (ภาพสาวท้องแก่ตอนร้องไห้นั่น มันชวนให้จุกในคอเอามากๆ)

ในฐานะคนดู, เรา ‘ยี้’ ให้กับคนและฉากเหล่านี้ได้อย่างเต็มปาก

แต่เอาเข้าจริง ถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์โหดร้ายแบบนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าเราจะทำตัวเป็นแม่พระแห่งหลุมนรกได้

คำถามที่ว่า เรารักตัวเองเท่ากับว่าเห็นแก่ตัวหรือไม่ หรือเราควรทำอย่างไรระหว่างรักษาชีวิตตัวเองไว้กับการช่วยเหลือคนอื่น

และบางครั้งคำถามก็ยังตามหลอกหลอนเราต่อ แม้ว่าเราจะเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วก็ตาม

เราทำถูกใช่มั้ยที่เลือกทำเพื่อตัวเองก่อน

วันนั้นถ้าเราไม่เลือกช่วยคนอื่น ตัวเองก็คงไม่โชคร้ายแบบนี้

เราสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น นั่นเท่ากับว่าการไม่ช่วยเหลือคนอื่นจะนำมาซึ่งความตรอมตรมอย่างแสนสาหัส

ในโลกที่ไม่ใช่ของมนุษย์ การเอาตัวรอดไม่ใช่ความชั่วช้า แต่มันคือเรื่องธรรมชาติและช่วยไม่ได้

แต่ในโลกของมนุษย์ การเอาตัวรอดหลายกรณีถูกตีความและรับรู้ความหมายว่า ‘เห็นแก่ตัว’

ศีลธรรมยกระดับความสูงส่งให้เรา มันพร้อมจะพาเราไปสู่ดินแดนแห่งความสุขสันต์และหอมหวาน แต่ในขณะเดียวกัน ศีลธรรมเดียวกันนั้นเองที่ฉุดเราให้ดำดิ่งลงสู่เหวมืดลึกที่อาจจะมีแค่มนุษย์ในโลกมนุษย์ของเราเท่านั้นที่จะลงไปถึง

โลกของสัตว์ประเสริฐ อาจจะมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ความรู้สึกผิด และการฉีกตัวเองออกเป็นสองชิ้นก็เป็นได้

ฉากที่ฉันประทับใจเป็นการส่วนตัว คือฉากหนีตายจากซอมบี้ 4×100 ตอนที่พวกพระเอก/เหล่าคนที่รอด(ในชั่วขณะหนึ่ง) ได้เห็นคนที่โดนกัดค่อยๆกลายร่างเป็นมนุษย์

แน่นอน, ไม่ว่าใครก็กลัวความตายทั้งนั้น ที่หนีกันอุุตลุต วิ่งซอยเท้ายิก ก็เพราะเหตุผลที่ว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่อีกแง่ ฉันเข้าใจว่ามันยังมีความกลัวที่ผสมปนเปอยู่ ณ ก้นบึ้งของจิตใจ ความกลัวที่เกิดจากการได้เห็นคนที่เพิ่งจะ’มีชีวิต’เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ค่อยๆกลายร่างเป็นซอมบี้

ความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะมันพรากชีวิต ตัวตน และโลกทั้งหมดของเราไป หากแต่ในบางครั้ง ความตายมันยังจะพอให้เราหาเรื่อง ‘ปลอบใจ’ ตัวเองได้บ้าง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะพาเราไปไหน อาจจะเป็นที่ซึ่งสงบและเยียบเย็นกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

แต่การกลายร่างเป็นซอมบี้ มันไม่มีที่ทางเหลือเผื่อไว้ให้เราสร้างเรื่องปลอบใจตัวเองได้เลย เพราะเราเห็นต่อหน้าต่อตาเราเองเลยว่า โดนกัดแล้วไปไหน

ให้ตายยังมีความหวังมากกว่า เพราะอย่างน้อยปลายทางก็ยังเปิด ให้พอลุ้นถือข้างกันได้บ้าง

แต่ให้ซอมบี้กัด มันไม่เหลือทางเลือกอะไรให้เราได้ลองเสี่ยงเลย

ด้วยเหตุนั้น แม้ฉันจะน้ำตาซึมให้กับฉากเงาพระเอกที่ค่อยๆโน้มลงสู่รางรถไฟ แต่ฉันก็พอจะเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงยัง ‘พอจะสงบใจ’ ให้กับภาพนั้นได้บ้าง

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีเสียงชื่นชมล้นหลาม การได้เห็นคอมเม้นประเภท 10/10 กลายเป็นเรื่องชินตา แต่แน่นอนว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เฉยๆ หรือถึงขั้นไม่ชอบก็มีให้เห็นประปราย

ถึงอย่างนั้น ก็จะมีคำชมหนึ่ง-แม้จะเป็นคนที่เฉยๆหรือถึงขั้นไม่ชอบก็ตาม ที่ได้ชื่นชมกันไว้ค่อนข้างมากคือเรื่องของ ‘ฉากจบ’

การบีบหัวใจคนดูด้วยความเงียบ นับแต่วินาทีที่รถไฟจอด สามชีวิตที่ต้องเดินฝ่ากองซากศพ เข้าสู่อุโมงค์มืดมิดที่มองไม่เห็นแสงปลายทาง

ฉากที่ทหารจากฝั่งปูซานเล็งลำกล้องไปยังเงาของสิ่งซึ่งเหมือนมนุษย์ที่กำลังเดินเข้ามา คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งการว่า-ยิง

หนังที่ฆ่าตัวละครมานับไม่ถ้วนในเกือบสองชั่วโมง ทำให้เราไม่สามารถไว้วางใจได้เลยว่ามันจะไม่ฆ่าใครอีก

ความจริงแล้วฉันค่อนข้างพร่าเลือนกับฉากบีบหัวใจนี้อยู่สักหน่อย เพราะอดรนทนไม่ได้ เผลอหลับตาน่าจะกินไปหลายวินาทีอยู่

หากแต่เสียงร้องเพลงอันน่าเศร้าของเด็กหญิงที่ดังขึ้นในชั่วขณะสุดท้าย ก็ทำให้ฉันต้องลืมตาขึ้นมา ลืมตาขึ้นมามองดูความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า มองดูชีวิตที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินต่อ

น้ำตาที่กักไว้ในหลายฉาก มาล้นทำนบเอาก็ตอนนี้ พร้อมๆกับคำขอบคุณถึงผู้กำกับที่ไม่ใจร้ายต่อกันมากเกินไปนัก

ดูหนังที่เล่นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก็หลายเรื่อง

เพิ่งเคยเห็นที่สว่างไสวที่สุดก็เรื่องนี้แหละ

อันที่จริง ฉันเคยลุยเดี่ยวขึ้น KTX จากโซลไปปูซานเมื่อ 3-4 ปีก่อน สมัยชีวิตยังอิสระ

ขบวนรถไฟในวันธรรมดา คนโดยสารบางเบา เงียบเชียบ ที่นั่งไม่เนี้ยบอย่างรถไฟญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีอะไรให้ตำหนิ

รถไฟวิ่งเร็วปร๋อ พุ่งผ่านสองข้างทาง เมืองสลับทุ่งสลับภูเขา เป็นที่รื่นรมย์ใจอยู่มาก

นึกย้อนวันวาน ขอบคุณที่วันนั้น ไม่มีเหตุการณ์แบบในหนังเกิดขึ้น เพราะไม่งั้นฉันคงเป็นซอมบี้ตัวแรกๆ โดนเขี่ยทิ้งอยู่แดกู ไม่ถึงปูซานเป็นแน่

และขอบคุณผู้กำกับที่เลือกใช้รถไฟขบวนนี้ สร้างความทรงจำซ้อนทับ ไม่ให้ฉันลืมช่วงเวลาสองชั่วโมงนั่นได้เลย

君の名は(2016)

20160829232110

ฉันประหลาดใจไม่น้อยตอนที่ทุกคนล้วนพูดถึงและแห่แหนกันไปดู Kimi no Na Wa

โอ้โห คนเขาสนใจหนังของชินไคซังกันขนาดนี้เลยเหรอ ไม่สิ, ต้องถามว่าชินไคซังทำหนังที่ทำให้คนชอบได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

ผลงานขึ้นหิ้งอย่างเรื่อง 5 cm per second ที่ทำให้ฉันและหลายคนประทับใจ แน่นอนว่ามันก็เป็นกระแสระดับหนึ่ง แต่ก็เข้าใจว่ามันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มอยู่บ้าง

กลุ่มคนโดดเดี่ยวและชอบความเจ็บปวดบางประเภท, แบบฉัน เป็นต้น

ฉันยังจำได้ตอนแนะนำเรื่อง 5 cm per second ให้เพื่อนดู ด้วยความคาดหวังอย่างมากว่ามันจะต้องชอบเหมือนกัน แต่หลังจากที่มันดูจบก็มีข้อความจากมันส่งกลับมาแนวๆว่า ‘มึงก็ชอบเรื่องแบบนี้ตลอด’

เรื่องแบบนี้- แบบที่มันไม่ชอบสินะ

อย่างไรก็ตาม 5 cm per second นั้นก็ต้องยกย่องความดีให้นิยายที่เป็นเล่มด้วยส่วนหนึ่ง รายละเอียดหลายๆอย่างที่ไม่รับการถ่ายทอดผ่านอะนิเมะ ทั้งถ้อยคำ และความเหงาล้ำลึกของพระเอก ถูกอัดแน่นอยู่ในตัวอักษรซะมาก

คนที่ทั้งดูและอ่านอย่างฉัน ก็ประทับใจขึ้นหิ้งตายไปเลย

เหตุนี้ พอได้ยินข่าวคราวอะนิเมะเรื่องใหม่ของผู้กำกับคนนี้ ก็ทำให้ฉันอดตื่นเต้นและคาดหวังถึงความเงียบเหงาแบบที่เคยได้รับมาก่อนไม่ได้

และนั่นแหละ, เพราะคิดไว้แบบนั้น เลยประหลาดใจที่มันเป็นกระแส

นี่คนเขามาเทรนด์เหงา เทรนด์หว่องกันแล้วรึไง

หลังจากได้ดู ต่อคำถามข้างบน ก็ตอบได้ทั้งใช่ และไม่ใช่

ใช่- Kimi no Na Wa มีความเหงาของตัวละครปรากฏอยู่ การตามหาบางสิ่งที่ขาดไป มือที่ยังหลงเหลือสัมผัสของบางสิ่งที่อาจทำหล่นหาย ณ ที่ไหนสักแห่ง สักช่วงเวลา การรอคอยที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความเปล่าเปลี่ยวในเมืองใหญ่ ผู้คนมากมายและความเงียบของมัน

ฉันหลงรักโตเกียวมากก็ตรงจุดนั้น ใน 5 cmฯ ทำไว้อย่างดี ความเงียบเหงาของเมืองอันวุ่นวายที่เราก่นด่ามันทุกวัน แต่ที่สุดก็เกลียดมันไม่ลง

เรื่องนี้ก็มีประเด็นตรงนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หลักใหญ่ใจความสำคัญเท่าไหร่นัก ความเหงาส่วนมากจะไปกระจุกอยู่ในบรรยากาศของความเหลื่อมล้ำมิติเวลา ในความกว้างขวางของทะเลสาบ ภูเขา และทุ่งหญ้า ในท้องฟ้าค่ำคืนที่ดาวหางแยกออกเป็นสองลูกก่อนตกลงพื้นดิน

และไม่ใช่- Kimi no Na Wa มีความหวือหวาและเร้าใจอยู่มากประมาณหนึ่ง ทั้งเรื่องของการสลับตัวในฝัน ความเหลื่อมล้ำมิติเวลา (อา อันนี้มีทั้งความเหงาและหวือหวาเลยแฮะ) ความตลกขบขัน (เอาจริงคือเผลอก๊ากออกมาหลายฉากอยู่) ความโรแมนติกที่จงใจใส่เข้าไปอย่างชัดเจน การเล่นจังหวะจะโคนกับความรู้สึกคนดูให้ลุ้น ให้ซึ้ง รวมถึงเรื่องราวของตำนานและสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ทำให้เป็นอะนิเมะที่ดูสนุก อยากรู้เรื่องต่อเร็วๆ มากกว่าเป็นการดูไปเรื่อยๆว่าชีวิตของตัวละครเป็นยังไง

และทั้งใช่ ทั้งไม่ใช่- หลายๆคนไม่ได้ชอบทั้งความเหงาและความหวือหวาเร้าใจ หลายๆคนไม่ได้ชอบอะนิเมะ แต่ก็ไปดูเพราะอยากรู้ว่ามันดียังไง พอเข้าไปดูก็เกิดคำถามและความไม่เชื่อ พอไม่เชื่อ ไม่อิน ก็กลายเป็นอะนิเมะที่ดูแล้วน่าขบขันไป เห็นหลายเสียงไม่น้อยเลยที่พูดแนวว่ามันไม่ได้ดีขนาดนั้น

จริงๆแล้วคนทีชอบแนวเปลี่ยวเหงาแบบฉัน ไปดูเรื่องนี้ก็ค่อนข้างไม่อินอยู่บ้างในบางจุด แต่ถามว่าเป็นเรื่องราวที่ประทับใจมั้ย ฉันก็จะตอบเต็มเสียงว่ามาก

เขาเคยทำให้ฉันชอบจังหวะของโตเกียวมาแล้วครั้งหนึ่ง มาวันนี้ เขาก็ทำให้ฉันชอบฮิดะเพิ่มขึ้นมาด้วย (ถึงราเม็งฮิดะจะไม่ค่อยถูกปากฉันเท่าไหร่ก็เถอะ)

ความเหงามักจะถูกพูดถึงบ่อยครั้งในบริบทของผู้คนในเมืองใหญ่ หากแต่ความจริง ทุ่งหญ้าสีเขียว เวิ้งทะเลสาบสีดำขลับ ก็เป็นแหล่งความเหงาที่ใหญ่โตและจู่โจมจิตใจคนเราได้ไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ถ้านึกถึงเสียงชมและกระแสของผู้คน ฉันก็อาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้เท่าที่ตัวเองตั้งใจไว้นัก

แต่ถ้าตัดกระแสรอบข้างออก จินตนาการว่ามีเพียงฉันกับเรื่องราวของทาคิและมิสึฮะ ฉันก็จะพบว่ามันงดงาม และตัวเองรักเรื่องราวของพวกเขาเหลือเกิน

ในลิสต์ไปญี่ปุ่นรอบหน้า (ที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไปตามรอยเรื่องนี้นะ

บันทึกความฝัน

1.

เมื่อเช้ามืดฉันฝัน

ในบ้านอันคุ้นเคย สีผนัง เหลี่ยมมุมเสา โต๊ะ เตียงนอน ประตูหน้าต่าง ทุกอย่างที่มองเห็นแจ่มชัดเสียจนไม่มีสิ่งใดให้เอะใจได้เลยว่ามันคือความฝัน รวมถึงผู้คนในบ้านก็ด้วย ใช่, พวกเขาคือครอบครัวที่แชร์ช่วงเวลากับฉันมาทั้งชีวิต

ก่อนหน้าจะถึงฉากในบ้าน ฉันได้ไปที่อื่นมาก่อน ฉากสถานที่พวกนั้นก็แจ่มชัดมากเหมือนกัน แต่ ณ ตอนนี้ ที่ฉันลงมือบันทึกเรื่องราว ฉันนึกอะไรแทบไม่ออก ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งที่จริง, มันก็อาจจะเป็นเช่นนั้น

ในบ้านบรรยากาศมืดทึมเพราะม่านที่แม่ทำไว้ดันกันแสงได้ดีเกินไป เราคุยกันเรื่องข้าวเช้า ไม่ก็ข้าวกลางวัน ฉันไม่ค่อยชัดเจนเรื่องเวลา แต่ด้วยเรื่องราวที่เราคุยกันนั้นทำให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมา เปิดหาร้านข้าวจะสั่ง

ในจอมือถือปรากฏโฆษณาร้านอาหารเดลิเวอรี่ ความจริงฉันควรเอะใจตั้งแต่ตรงนี้เพราะมันเขียนว่าในเขตกรุงเทพฯ แต่บ้านฉันอยู่ต่างจังหวัด

ภาพข้าวในโฆษณาช่างดูน่าอร่อย ฉันเลื่อนๆจอ เดินเอาไปยื่นให้พี่ชายดู ถามว่าน่ากินมั้ย พี่ชายตอบรับแค่อืมๆ ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ ฉันจำได้ว่าตัวเองนึกในใจว่าถ้าอร่อยอย่ามาขอกินแล้วกัน

แล้วอะไรสักอย่างก็ที่ทำให้ข้าวกล่องนั้นมาส่ง ฉันนึกสงสัยว่าทำไมถึงเร็วนัก ที่จริงฉันยังไม่กดสั่งด้วยซ้ำ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองอาจจะเผลอกดอะไรที่เป็นการสั่ง (ที่จริงตรงนี้ก็ผิดปกติ ข้าวมันมาส่งตอนไหนยังไง)

ระหว่างที่กำลังงงๆ ก็ได้ยินเสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น

พี่ชายทำท่าจะออกไปดูว่าใครมา แต่ฉันเร็วกว่า เพราะเข้าใจว่าคงเป็นคนจากร้านข้าว ‘ไม่เป็นไรหนูออกไปดูเอง’ บอกพี่ชายแล้วก็รีบเปิดประตูออกไปดู

เมื่อเปิดประตูตัวบ้านจะเจอที่จอดรถ แล้วถัดไปถึงเป็นประตูรั้ว โดยปกติแล้วประตูรั้วจะล็อกกลอนจากด้านในไว้เสมอ เพราะฉะนั้นการที่ฉันเปิดประตูตัวบ้านออกไป แล้วเจอผู้ชายคนหนึ่ง สวมแจ็กเก็ตยืนอยู่ตรงที่จอดรถ จึงสร้างความงงงวยให้ฉันประมาณหนึ่ง ‘สวัสดีค่ะ’ ฉันทักทายเขา จริงๆมันก็เป็นการทักทายที่ประหลาดอยู่เหมือนกัน ทำไมฉันถึงเลือกใช้คำแบบนั้น

ฉันเหลือบมองไปที่กลอนประตูรั้วก็พบว่ามันไม่ได้ล็อกเอาไว้ ใครลืมล็อกประตูกัน-ฉันคิดในใจคาดโทษความผิดไปให้คนในบ้าน แล้วก็เลยได้สังเกตเห็นว่าที่ตรงนอกรั้วบ้านมีผู้ชายอีกคนนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ เหมือนจะมาด้วยกันกับผู้ชายที่ยืนอยู่ในบ้านตอนนี้

ผิดปกติ-ฉันบอกตัวเอง

แล้วผู้ชายสวมแจ็กเก็ตตรงหน้าก็ยื่นกระดาษลักษณะเหมือนหนังสือพิมพ์มาตรงหน้าฉัน  ไม่ใช่ร้านข้าวหรอกเหรอ-ฉันคิดในใจ หรือเขาจะไม่ได้มาด้วยกันกับผู้ชายที่รออยู่นอกรั้ว คนที่อยู่นอกรั้วอาจจะเป็นคนส่งข้าว แล้วคนนี้เป็นใคร

ในขณะที่ความคิดกำลังหมุนวิ่งอยู่ในหัว ฉันก็พบว่าตัวเองได้ยื่นมือไปรับหนังสือพิมพ์นั้น ผู้ชายสวมแจ็กเก็ตใช้นิ้วชี้ไปยังข้อความที่ปรากฎอยู่บนกระดาษ แต่ยังไม่ทันได้ตั้งใจอ่านมัน เขาก็พูดอะไรบางอย่างขึ้นมาซะก่อน

‘ดูไว้ว่าอย่าออกมารับหนังสือพิมพ์ที่หน้าบ้าน’

2.

‘ดูไว้ว่าอย่าออกมารับหนังสือพิมพ์ที่หน้าบ้าน’

เขาน่าจะพูดอะไรแบบนั้น ฉันจำคำได้ไม่แม่นยำ แต่มันไม่ผิดเพี้ยนไปกว่านี้แน่

สายตาฉันเริ่มพร่ามัว พลาดแล้ว-ฉันคิดในใจ สายตาตวัดไปที่นอกรั้วอีกครั้ง ผู้ชายที่นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์จนถึงเมื่อกี้ ตอนนี้เขายืนขึ้น ไม้แบดมินตันสองอันโผล่พ้นขอบรั้วปรากฏให้เห็น

ในช่องว่างระหว่างรั้ว ฉันเห็นหน้าผู้ชายคนนั้น ใบหน้านั้นแจ่มชัดพอๆกับภาพบ้านและคนในครอบครัว มันไม่ใช่ใบหน้าที่เคยรู้จัก แต่ความแจ่มชัดของมันก็ทำให้ฉันประหลาดใจ ว่าทำไมความฝันของฉันถึงได้สร้างใบหน้าคนไม่คุ้นเคยได้สมจริงขนาดนั้น

เขายิ้มมุมปาก ก่อนที่จะปรากฏให้เห็นวัตถุหนึ่งโผล่พ้นขอบรั้ว กลมกลืนไปกับไม้แบดมินตันสองอันที่ถูกชูขึ้นก่อนหน้า วัตถุทรงยาวเรียว สีเทาอมเขียว ที่ปลายของมันเป็นทรงเหมือนปากกระบอกของอะไรสักอย่าง

ตัวฉันเย็นเฉียบ ก่อนที่จะเข้าใจว่ามันคืออะไร เท้าก็ออกวิ่งก่อนแล้ว

ไม่มีทางหนีอื่น ฉันรีบวิ่งเข้าไปในที่จอดรถอีกบริเวณที่อยู่ด้านข้างตัวบ้าน ‘ปัง’ เสียงปืนดังสนั่นไล่หลังมา มันน่าจะโดนที่ผนังหรือเปล่า ระหว่างที่คิดก็มีเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง พร้อมๆกับที่ฉันพบว่าตัวเองวิ่งมาถึงสุดรั้วบ้านอีกฟาก

‘ปัง ปัง’ เสียงปืนดังขึ้นอีกสองครั้ง มันดังห่างกันเล็กน้อย และฉันก็พบว่าตัวเองนอนอยู่กับพื้นตั้งแต่ที่มันดังขึ้นครั้งแรก

นี่คือความรู้สึกของคนถูกยิงเหรอวะ-ฉันนึกขึ้นในขณะที่กำลังนอนหันหน้าเข้าผนังรั้ว สีเหลืองอ่อนของผนังทำให้ฉันเศร้าใจขึ้นมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉันกำลังจะจากไปในบ้านที่คุ้นเคย กลางหลังปรากฏความรู้สึกเย็นซ่า ไร้ความเจ็บปวด เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเกิดและก่อขยายเป็นวงแผ่ออกจากตรงนั้น มันกำลังเติบโต ไม่ใช่แค่พื้นที่ร่างกายของฉัน แต่เป็นทั้งจักรวาล

ฉันนึกถึงแม่ พี่ชาย และหลานสาวในบ้าน พวกเขารู้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันอยากเดินไปบอกให้เขาหนี แต่ฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายสองคนนั้นรู้ว่าในบ้านมีคนอื่นอยู่อีก พวกมันต้องการอะไร แค่ฉันคนเดียว หรือทุกคนในบ้านทั้งหมด ฉันไม่รู้อะไรเลย ถ้าไม่กดไปเจอเว็บข้าวร้านนั้น ก็คงไม่เป็นแบบนี้-ฉันนึกโทษตัวเองแล้วก็รู้สึกสมเพชจนอยากจะหัวเราะออกมา โดนยิงตายเพราะกดสั่งข้าวเนี่ยนะ ห่า ชีวิตห่า บัดซบและทุเรศ ตายได้ทุเรศทุรัง

ก่อนตายเวลามันจะช้ากว่าปกติหรือยังไง-ประสบการณ์ที่ฉันไม่เคยเจอทำให้นึกสงสัย ที่จริงแล้วช่วงเวลาระหว่างโดนไล่ยิงจนถึงตอนนี้ที่ล้มลง มันคงกินเวลาไม่กี่นาที แต่ขณะนี้เวลาเหมือนถูกขยายออก ฉันคิดอะไรหลายอย่างได้มากมายระหว่างที่ล้มแน่นิ่ง พร้อมๆกับการแผ่ขยายของบางสิ่งที่มีจุดกำเนิดจากกลางหลัง

การแผ่ขยายกระจายออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับความรู้สึกแปลกใหม่, มันขยายลงด้านล่าง การแผ่ขยายกินมิติไม่ใช่แค่ความกว้างแต่รวมถึงความลึก

ฉันนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านเมื่อไม่นานมานี้ เขาพูดประมาณว่าขณะของความตายเป็นเมจิกไทม์ หากตอนมีชีวิตอยู่คุณอยู่กับชั่วขณะได้ ชั่วขณะที่คุณจะตายคุณจะอยู่กับมันได้เช่นกัน และคุณจะจดจำมันได้ว่าคุณผ่านมันไปอย่างไร มันจะทำให้คุณผ่อนคลาย และเมื่อคุณจดจำมันได้ มันจะไม่พาให้คุณกลับมาอีก

‘ชั่วขณะ ชั่วขณะ’ ฉันท่องให้ตัวเองฟัง พยายามดึงสติที่มีทั้งหมดให้อยู่กับตัวเองและการแผ่ขยายนี้ แว้บหนึ่งของความพยายามหนักหน่วง มีความนึกคิดถึงคนในบ้านปรากฏขึ้นมา-หนูต้องไปก่อนแล้ว

เวลาที่ถูกยืดจนยาดเริ่มคลายตัวกลับ ทุกอย่างค่อยๆเข้าสู่จังหวะปกติ การแผ่ขยายที่มีศูนย์กลางจากกลางหลังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวอีกต่อไป มีแต่เพียงภาพผนังบ้านสีเหลืองอ่อนที่กำลังมืดลง ก่อนที่โสตประสาทจะปรากฏเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง

‘ปัง’

3.

ฉันค่อยๆลืมตาขึ้น ความมืดทึมอีกแบบที่คุ้นเคยปรากฏ มือควานหาสัมผัสเตียงนอนและผ้าห่ม ตามองไปยังประตูระเบียง แสงสว่างเล็กน้อยจากภายนอกทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่กลางดึก แต่เป็นเช้ามืด

ฝัน?

แน่รึเปล่า ใจหนึ่งก็โล่งอก แต่อีกใจก็ยังสงสัย การตื่นครั้งนี้คือการตื่นจากฝัน หรือเป็นการตื่นจากชีวิตฟากนู้น

ถ้าฉันเลือกจะเชื่อว่าตัวเองตื่นจากฝันแล้วใช้ชีวิตไปตามปกติ วันหนึ่งจะมีใครมาบอกฉันรึเปล่าว่าที่จริงฉันน่ะตายไปแล้ว ไปเสียเถอะ แบบหนังหลายๆเรื่องที่เคยดู

กลางหลังยังปรากฏความรู้สึกเย็นวาบ มันคงเป็นความตายจริงๆ หากแต่ใจที่เต้นตุบตับกับ’เหตุการณ์ก่อนหน้า’ ก็ทำให้ฉันรู้ว่า มันคงเป็นชีวิตจริงๆ

จะนอนต่อเพื่อไปเช็คว่าตัวเองตายจริงมั้ยดี หรือจะตื่นขึ้นอาบน้ำกินข้าวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดี จะนอนต่อหรือจะตื่น จะตายหรือจะอยู่ ในความงุนงัว ฉันคิดอะไรหลายอย่าง

แล้วฉันก็เผลอหลับไปอีกครั้ง

End of and Era – บันทึกในวันสิ้นสุดยุคสมัย

เป็นตอนเย็นวันที่ 13 ตุลาคม เย็นวันหนึ่งหลังกลับจากทำงาน

การตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อมาสองสามวัน ทำให้ร่างกายตึงเครียด จิตใจไม่สงบอยู่บ้าง และโดยสัตย์จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็พาลให้ได้ทำใจไว้แล้วประมาณหนึ่ง

หากแต่วินาทีที่เปิดจอมือถือ ไทม์ไลน์ในทวิตเตอร์ปรากฏข้อความที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ฉับพลันมือก็สั่น เลือดที่หัวเหมือนจะไหลไปรวมที่เท้าหมด

การซื้อของอยู่ในเซเว่นด้วยสภาพการณ์แบบนั้น ฉันเก็บมือถือ ไว้ก่อน ตอนนี้ซื้อของก่อน บอกตัวเองแล้วก็เดินซื้อของต่อ จ่ายตังที่เคาน์เตอร์ ทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติที่สุด

 ซื้อของเสร็จรีบจ้ำกลับห้อง ส่วนตอนนี้ต้องถึงห้องให้เร็วที่สุด กดตัวเลขในลิฟต์ย้ำๆ เหมือนมือจะยังสั่นอยู่

ไขกุญแจ เปิดไฟ วางของ ทิ้งทุกอย่าง แล้วรีบเปิดทีวี-ที่ปกติแล้วเดือนนึงจะเปิดสักสองสามหน

หน้าจอปรากฎผู้ประกาศข่าวชายสวมสูทดำสนิท ฉากหลังเป็นสีดำ ถ้อยความที่เขาประกาศเนิบช้า ชัด ตอกย้ำเข้าโสตประสาท หากแต่เหมือนร่างกายจะยังไม่อาจเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้ดีนัก เลยหยิบมือถือที่ถูกยัดลงในกระเป๋า เปิดจอขึ้นมาดูประกาศที่เมื่อกี้เพิ่งสะบัดหน้าหนีจากมัน เปิดอ่านอีกครั้ง อ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมา ให้หูได้ยินเสียง ให้ตาได้เห็นข้อความ

โอ.. เข้าใจแล้ว

มือหายสั่น เลือดที่เหมือนจะไหลไปรวมอยู่ที่เท้ากลับคืนมายังร่างกายทุกส่วน สมองรับรู้ข้อความตามความหมาย

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

เคยมีคำถามหนึ่งใน ask fm ถามประมาณว่าคุณรักประเทศของคุณมั้ย จำได้ว่าตัวเองตอบไปว่า ‘เรียกว่าผูกพันดีกว่า’

ตามคำตอบนั้น, ฉันไม่รู้จริงๆว่าความรู้สึกของฉันมันจะเรียกว่ารักได้ยังไง เพราะถ้าดูจากคนที่เขาบอกว่ารัก ฉันก็ดูจะต่างจากพวกเขาเสียเหลือเกิน

ผูกพัน- ใช่, ไม่มีคำไหนเหมาะสมและถ่ายทอดความหมายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และไม่ว่าฉันจะมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร ฉันก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นตัวของตัวเอง ที่เกิดจากการหล่อหลอมของที่แห่งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

ฉะนั้น กับการที่ที่แห่งนี้ ได้สูญเสียบุคคลผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางไป ความรู้สึกใจหายและว่างโหวงที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่สมควรเกิดและเป็นไปตามธรรมชาติอย่างที่สุด

ตลอดชีวิตยี่สิบหกปี การมีในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่นั้น เป็นเรื่องปกติและธรรมดา หมายความว่า การมีอยู่ของพระองค์ เป็นข้อเท็จจริงเหมือนกับที่พระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า ตกทุกเย็น เหมือนกับที่ฤดูกาลหมุนเปลี่ยนให้หนึ่งปีมีสามฤดู

ดำเนินผ่านห้วงกาลเวลามายาวนาน จนกลายเป็นความปรกติธรรมดาเช่นนั้น

ด้วยเหตุนั้นในเช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าที่นี่ไม่มีพระองค์อยู่ มันจึงแปลกแปร่งและไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

พระอาทิตย์ยังขึ้นอยู่เหมือนทุกเช้า ฝนยังตกลงมาสมกับฤดูกาลที่มันควรจะเป็น

แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม

ความรู้สึกของผู้คนในที่แห่งนี้ที่มีต่อพระองค์อาจจะต่างกันไป บางคนนับถือเป็นเทวดา บางคนนับถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ หลายคนนับถือเป็นพ่อ

แต่สำหรับฉัน, ฉันนับถือพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเป็น หมายความว่าในฐานะกษัตริย์ ในฐานะคนคนหนึ่งผู้ซึ่งตอบสนองต่อหน้าที่ของตนเอง

Great man- ใช่ สำหรับฉัน พระองค์เหมาะสมกับคำนั้น

หากใครที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์แล้ว ก็จะไม่มีอะไรให้ปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของคนผู้นั้นได้เลย

ในจอทีวี ฉายภาพขบวนรถยนต์ยาวเหยียด ผู้คนสวมชุดดำเนืองแน่นเต็มสองข้างทาง

แสงแดดตอนเย็นช่วยขับให้ภาพนั้นดูอ่อนโยน หากแต่พอคิดขึ้นมาได้ว่า นี่เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ของผู้ที่เคยได้เดินทางไปทุกหนแห่งนับไม่ถ้วน แสงแดดที่ว่าก็พลันขับภาพให้เหงาขึ้นมา

ยาวนานเหลือเกิน

การเดินทางของพระองค์ ยาวไกลและยาวนานเหลือเกิน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แล้วพรุ่งนี้ก็จะเริ่มวันใหม่อีกครั้ง

เช่นเดียวกับวันต่อๆไป วันต่อๆไป

วันนี้ ฉันยังคงทำงาน ใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา และจะทำแบบนี้ต่อไป

ไม่ว่าแผ่นดินนี้ หรือแผ่นดินใด

ฉันจะใช้ชีวิตให้ดี

(บันทึกไว้ในวันเปลี่ยนผ่าน 14 ตุลาคม พ.ศ.2559)

The Usual Suspects (1995)- พกลม

the-usual-suspects.18652

(ภาพจาก https://subscene.com/subtitles/the-usual-suspects)

หนังในตำนานอีกเรื่องที่เพิ่งมีโอกาสได้ดู

จริงๆเรื่องนี้ก็คล้ายกับ The sixth sense ตรงที่ว่า มาดูเอาวันนี้ก็อาจจะไม่เซอร์ไพรส์มากเท่าไหร่ เพราะเราผ่านการดู ‘ลูกหลาน’ มามากเสียจนพอจะเดาได้ว่า ‘พ่อแม่’ มันเป็นแบบไหน

เรื่องนี้อาจไม่ได้ให้ความรู้สึก หะ ห่าไรเนี่ย ในตอนถึงจุดคลี่คลาย ซึ่งน่าเสียดายตรงนี้แหละว่าถ้าได้ดูเร็วกว่านี้สักเจ็ดแปดปี ก็อาจจะตื่นตาตื่นใจไปกับมัน ขึ้นแท่นหนังในดวงใจได้

แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นหนังพล็อตพลิกที่แปลกอย่างหนึ่งตรงที่ให้ความรู้สึกว่า เฮ้ย เท่ว่ะ คือรู้สึกว่ามันเท่ตรงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มากกว่าประเด็นที่ว่าใครเป็นคนทำ

ไหนจะมหาโจรแต่ละท่านในเรื่องที่คัดแต่ดีๆมาทั้งนั้น แล้วยังจะลำดับการเล่าเรื่องที่ชวนให้อยากรู้ว่ามันเริ่มต้นที่ตรงไหน จะไปต่อยังไงนั่นอีก

มีคอมเมนต์หนึ่งในพันทิป-เว็บบอร์ดคุณภาพ ที่ปรากฏอยู่ในเกือบทุกกระทู้ที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ (ซึ่งตลกเป็นอย่างมาก เพราะท่านผู้นั้นเหมือนจะใช้การก็อปปี้ข้อความวางซ้ำกันทั้งหมด ไม่เชื่อท่านลองเสิร์ชชื่อหนังเรื่องนี้ในพันทิป แล้วลองไล่หาคอมเมนต์ดู) คนเขียนคอมเมนต์ด่าทอ(ใช้คำนี้ได้นะ ถ้าเดาจากน้ำเสียงผ่านถ้อยคำที่ใช้) หนังเรื่องนี้ประมาณว่า ดูจบแล้วรู้สึกว่าเป็นหนังที่หาสาระอะไรไม่ได้

พุทโธ่พุทถัง จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิด เพราะข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน (ฮ่า)

 เวลาได้เห็นน้ำ (ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันเป็นน้ำ) ที่ถูกปั้นเป็นตัว โป๊ะ! ทะลักลงตรงหน้า เชื่อสิ ความรู้สึกตื่นตะลึงมันไม่รุนแรงไปกว่าความรู้สึกกลวงเปล่าได้หรอก

แต่ก็ไม่รู้ว่า ที่เจ้าของคอมเมนต์และข้าพเจ้ารู้สึกไปในทางเดียวกันว่า หาสาระไม่ได้ กลวงเปล่า มันใช่เรื่องที่ไม่ดีหรือติเตียนได้หรือไม่ เพราะความหาสาระไม่ได้ที่ว่า มันดันเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญของเรื่องเสียนี่

ถ้า The prestige เป็นมายากลด้วยตัวหนัง-ตัวมันเอง The usual suspects ก็เป็นความพกลม-ด้วยตัวมันเอง ทำนองเดียวกัน

แก้วกาแฟในฉากห้องสอบสวนใบนั้น ให้ตายก็ไม่มีวันลืม

Whiplash -อีกสักครั้ง

ตั้งแต่ได้ดู Whiplash เมื่อสองปีก่อน ก็กลายเป็นว่าคิดถึงและนึกถึงหนังเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ เรื่อยๆ ตลอดมา

ไม่ได้จะมาเขียนรีวิวอีก เพราะเคยเขียนลงบล็อกอื่นไปแล้ว เมื่อตอนดูในโรงครั้งนั้น

หากแต่ที่จู่ๆนึกครึ้มมาพูดถึงอีก ก็เพราะติดพันจากการดูหนังดนตรี- Sing street เมื่อเช้านี้ ประกอบกับเพิ่งได้ดีวีดีเรื่องนี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อนพอดิบพอดี ประจวบเหมาะทุกอย่าง ที่จะทำให้หยิบขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง- นับเป็นครั้งที่สอง

ความกดประสาทและหฤหรรษ์ที่ได้รับ มันยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ทุกฉากทุกตอนที่จำได้ยังสดใหม่ชวนให้คิดถึงความรู้สึกที่ดูในโรงครั้งนั้น ลมหายใจที่เหมือนจะขาดห้วงไป อาการเหนื่อยประหนึ่งเพิ่งวิ่งสิบกิโลตอนที่หนังตัดจบเข้าเครดิต น้ำตาที่ซึมอยู่ขอบตา อาการชะงักงันค้างกลางอากาศที่ไม่เคยได้จากหนังเรื่องไหนมาก่อนแบบนั้น

คิดแล้วก็รู้สึกเป็นบุญของชีวิตอย่างมากที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ในโรง เพราะต้องยอมรับว่าแม้ดีวีดีจะสื่อสารสาส์นของเรื่องได้ครบถ้วน แต่ความบ้าคลั่งและสภาวะกดดันบางอย่าง มันสมควรผ่านมือภาพและเสียงที่’ใหญ่’ อย่างโรงหนังจริงๆ

แต่การเก็บครั้งที่สองนี้ ก็เพิ่งจะมารู้รายละเอียดสำคัญตอนฉากเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดท้าย ตอนที่อีตาลุงเฟลชเชอร์เดินมากระซิบว่า ‘ฉันรู้ว่าเป็นนาย’ คือแม่งพลาดมหันต์ พลาดอย่างยิ่งใหญ่ที่เก็บฉากนี้ไม่ได้ในโรง เพิ่งมาคลิกก็ตอนที่ดูดีวีดีรอบนี้

ฉิบหาย นี่มันหนังสงครามยิ่งกว่าหนังสงครามเสียอีก

การได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้มาตรฐานหนังดนตรีผิดแปลกไปหมด จะมีเรื่องไหนทำดีออกมาฟีลกู๊ดเท่าไหร่ก็โค่นไม่ได้ ไต่ไม่ถึง เพราะไม่มีหนังเรื่องไหนจะ insane-บ้าคลั่งได้เท่าเรื่องนี้อีกแล้ว หนังดนตรีที่พูดถึงดนตรี มีแต่ดนตรี ฆ่าได้ทุกอย่างเพื่อดนตรี ไม่มีอีกแล้ว

ไดอาล็อกที่ชอบที่สุดของเรื่องก็ยังคงเป็นคำเดิม ‘I will never apologize for how I tried’ ในเมื่อหนังมันจะโหดร้ายมันก็ต้องเอาให้สุดแบบนี้ ไม่มีครึ่งๆกลางๆ

ถ้าจะเอาความอ่อนโยนปลอบประโลมจิตใจให้กลับมาไม่ได้ มันก็ต้องให้ลุงตบหน้าแบบนี้แหละ

ถ้าไม่ตาย ก็ฟื้นขึ้นมาสู้ชีวิตกันต่อได้แน่ๆ

SING STREET (2016)- สิ่งที่ช่วยเหลือชีวิต

sing-street-poster.jpeg

(ภาพ: http://www.indiewire.com/2016/01/once-director-john-carney-finds-the-music-again-in-exclusive-sing-street-poster-32434)

ก้าวเท้าเข้าโรงหนังในรอบกว่าเก้าเดือน

ถ้าเป็นคนท้องลูกก็คลอดพอดี ฮ่า

หนังที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะดู หนังที่พอดิบพอดีกับเวลาที่ว่าง วันอาทิตย์ที่ไม่มีงานแบบวันนี้

เพิ่งมาสะกิดใจหลังจากหนังขึ้นเครดิตว่า นี่มันผู้กำกับเดียวกับ Begin again รึเปล่า เพราะกลิ่นอายคล้ายคลึงกันเหลือเกิน

แล้วก็พบว่า เยส, ตามนั้น

สไตล์ของหนังที่ไม่ได้มีโครงเรื่องซับซ้อนอะไร ชีวิตที่ช่วยเหลือดนตรี ดนตรีที่ช่วยเหลือชีวิต ความทุกข์ความสุขที่ เกลี่ยๆกันไป ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

จำได้ว่าตอน Begin again ไม่ได้ประทับใจกับตัวหนังในแง่พล็อตอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงความอิ่มเอมใจ ช่วงขณะเวลาแห่งความมหัศจรรย์สองชั่วโมงในโรงหนัง ก็จำได้แม่นยำว่าคุ้มค่ามาก

แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้มแล้ว– อะไรประมาณนี้

กับเรื่องนี้- Sing street ก็เช่นกัน, หนังไม่ได้มีโครงเรื่องที่แปลกใหม่หรือหวือหวาอะไร สามารถพบเห็นเรื่องราวของวัยรุ่นแบบนี้ได้ตามหนัง ละครหรือนิยายทั่วไป

หากแต่, แต่ไหนแต่ไรมา และก็คงรวมถึงจากนี้ต่อไป งานวัยรุ่นที่ว่าทั่วไปนั่นก็เป็นงานที่ขายได้เสมอ

ถ้าจะใช้คำว่า ‘แมส’ ก็คงได้ ถึงความหมายมันจะค่อนๆไปทางลบซะนิดหน่อย

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็หมายความว่ามันเป็นเรื่องราวที่ผู้คนจำนวนมาก มีความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมกัน

ชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความสับสน ไม่คิดถึงอดีต ใฝ่หาแต่อนาคตที่ไม่อาจคาดเดา วันวัยที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการบ่มเพาะและแต่งเติมความเจ็บปวด สภาวะกึ่งกลางระหว่างเด็กไม่รู้ประสากับผู้ใหญ่ไร้พลัง ช่วงเวลาแห่งการทำลายกฎเกณฑ์และสร้างสรรค์โลกใบใหม่ของตัวเอง

และแน่นอน, ความรักและความฝัน ที่ไม่มีวันวัยไหนจะเข้มข้นได้เท่าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อีกแล้ว

มันน่าขบขันแต่มันก็กล้าหาญ ตัวตนแบบนั้นที่ไม่ว่าใครก็มีมันอยู่ ฝังอยู่ที่ไหนสักแห่งในความทรงจำ

ที่หนังวัยรุ่นมันขายได้เสมอมาและคงจะตลอดไปก็เพราะแบบนี้ เพราะความขี้ขลาดและความโหยหาพลังชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งต้องโหยหาจากที่ไหน แต่อยู่ในซอกหลืบสักมุมของตัวเอง-ของทุกผู้คน

เชื่อว่าการไปดูหนังวัยรุ่น ครึ่งหนึ่งเราอินไปกับตัวละคร

แต่อีกครึ่งหนึ่ง- หรืออาจจะเป็นสัดส่วนที่มากกว่านั้น เราอินกับไปวันวัยและตัวตนที่ถูกซ่อนอยู่ในชีวิตอันสับปะรังเคของเราเอง

พูดถึงหนังเพลง ที่จะขาดไปไม่ได้เด็ดขาดก็ต้องเป็นเรื่องเพลง

อย่างที่บอกไปบรรทัดก่อนว่า แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้มแล้ว- นั่นแหละ ตามนั้น

เพลงในเรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นช่วงยุค 80s ร็อคแอนด์โรลอีสอะริสค์– พี่ชายสุดเท่เขาพูดไว้แบบนั้น

เสียดายกับเรื่องนี้นิดหน่อยตรงที่มีเพลงดีงามอยู่มากมาย แต่ตอนท้ายเรื่องกลับไม่ได้ใช้เพลงสร้างพลังให้กับเรื่องแบบสูตรความประทับใจที่ควรจะเป็น มันเลยจบแบบอ่อนๆไปหน่อย

แต่ถ้ามองในแง่ของการไม่สร้างตามสูตรสำเร็จหนังเพลง- ก็เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ดี

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ชีวิตแบบโรลเดอะไดซ์ ออกเท่าไหร่ใครจะรู้ มีเท่าไหร่ใส่เท่านั้น ผลออกมาค่อยว่ากัน ชีวิตเสี่ยงทายไขว่คว้าโอกาสแบบนั้น จะว่าไปฉันก็หลงใหลมันไม่น้อยเลยละ

หนังจบ เดินออกจากโรง เดินตรงไปร้านซีดีสอยซาวแทร็กมาทันที

งานดีระดับนั้น

ความจริงแล้ว ชีวิตช่วงนี้ฉันมีความทุกข์นิดหน่อย

เหมือนมีหมอกหนาบางอย่างบดบัง ช่วงเวลาที่ความคิดเป็นสิ่งมีน้ำหนัก กดทับทุกพลัง ทุกการกระทำแห่งการดำเนินชีวิต

การก้าวเท้าเข้าโรงเพื่อดูหนังเรื่องนี้ กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตได้มากเหลือเกิน

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้ เหมือนกำลังอยู่ในหลุมที่เอาแต่ขุดตัวเองให้ลึกลงไปเรื่อยๆ, คนที่คว้ามือฉุดดึงขึ้นมา ก็คงจะเป็นผู้คนและดนตรีของหนังเรื่องนี้

แล้วก็ไม่แน่ว่าอีกมือหนึ่งนั่น อาจจะเป็นตัวตนอันกล้าหาญที่หลับใหลอยู่ในบางซอกมุมของฉันเอง- ก็เป็นได้

The Sixth Sense (1999)-ต้นตระกูลของลูกหลาน

sixth_sense_ver1

(ภาพ : http://www.impawards.com/1999/sixth_sense_ver1.html)

อีกเพียงแค่ 3 ปี หนังในตำนานเรื่องนี้ก็จะอายุครบ 20

เอาน่ะ อย่างน้อยก็ได้หยิบขึ้นมาดูเป็นบุญตาบุญความรู้สึก ถึงจะช้าไปเสียหน่อยก็เถอะ

ด้วยความที่เป็นหนังที่ได้ขึ้นชื่อว่า ‘พล็อตพลิก’ ติดมันซะทุกการจัดอันดับไป ก็เลยค่อนข้างตั้งความหวังไว้มากเหมือนกันว่า เอาให้จริงนะ เอาให้ตกเก้าอี้เลยนะ

แล้วก็ได้ตกสมดั่งหวังจริงๆ

การโดนพล็อตเตะสกัดขาแบบนี้ก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน- หนึ่งคืออยู่มาเป็นยี่สิบปีโดยที่รอดพ้นการสปอยล์ได้อย่างไร สองคือแล้วเอ็งไปตายใจอีท่าไหนให้เขาเตะสกัดขาได้

ไล่อ่านคอมเมนต์ในพันทิป มีไม่น้อยที่-ผมรู้อยู่แต่แรกแล้วครับ ไม่เห็นสนุกเลย- เออ ก็เข้าใจนะถ้าเขาจะอ่านเรื่องออก แต่ถ้าให้เดา, ขอวางพนันข้างที่ว่า คนผู้นั้นจะต้องไม่ได้ดูเรื่องนี้เมื่อตอนปีที่มันฉาย หรือในช่วงเวลา 2-3 ปีหลังจากนั้นแน่

ทุกวันนี้ ด้วยความที่ใคร่เสพนิยายแนวสืบสวนสอบสวน มิสทรี่ทั้งหลาย พอมานั่งนึกย้อนดูแล้วก็พบว่ามีนิยาย/หนังจำนวนมากที่ใช้พล็อตเรื่องคล้ายๆแนว The sixth sense

เพราะฉะนั้น ความจริงแล้วถ้าคนยุคนี้ดูแล้วอ่านเรื่องได้ก็ไม่แปลก เพราะพวกเขาเคยผ่านมันมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขาผ่านมา จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นลูกหลานของหนังเรื่องนี้

และเอาเข้าจริง คนยุคนี้ที่อ่านไม่ออกต่างหาก ที่น่าจะพิจารณาตัวเอง

แบบฉันนี่

สิ่งที่จะทำให้หนังแนวมิสทรี่เป็นที่กล่าวขานถึงตลอดไป นอกจากพล็อตที่เตะขาเก้าอี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือนักแสดง การบ่มเพาะอารมณ์ความรู้สึก หรือจะเป็นสาส์นที่ทิ้งดิ่งไว้ในใจคนดู

ที่หนังเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขานถึงจนทุกวันนี้ ก็คงเพราะไม่ขาดไปสักองค์ประกอบที่ว่า

สีหน้าของ Cole- เด็กน้อยผู้มีสัมผัสพิเศษ ในช่วงยามที่เล่าความทุกข์ทนที่ต้องแบกรับ น้ำตาเอ่อล้น ที่เห็นแล้วอยากจะเข้าไปกอดปลอบให้หายสั่นเทา หรือจะเป็นสีหน้าของด็อกเตอร์ Malcolm-คุณหมอผู้แสนดี ในช่วงยามที่ทอดสายตามองภรรยาที่รักหลับใหล

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ชวนให้ผวาอยู่เป็นระยะๆ (คือผีไม่ได้น่ากลัวแต่พี่มาแบบเย็นเหลือเกิน) ชวนให้สงสัยและตั้งแง่คอยดูว่าจะจบแบบไหน กลับเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกได้รับการปลอบประโลมใจไปเสียได้

ความอบอุ่นใจเมื่อการแชร์ความทุกข์ซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งการคลายทุกข์และการช่วยเหลือชีวิตของอีกฝ่าย

ความงดงามของการพลัดพรากและเอ่ยคำลาโดยไม่ติดค้าง

เพราะหนังที่จะถูกยกย่องให้คลาสสิคได้ มันไม่ใช่แค่ทริก

แต่มันต้องฝังบางอย่างไว้ในใจคนแบบนี้ได้ด้วย

ต่อไปถ้าได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ภาพที่ผุดขึ้นมาคงจะเป็นสองแม่ลูกที่กอดกันในรถ กับภาพสองสามีภรรยาที่ยิ้มให้กันในห้องนั่งเล่น

สัมผัสที่หกซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี หรืออาจจะไม่มีใครในโลกนี้ที่มีเลยก็เป็นได้

แต่หากว่าจะมี ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นคงไม่ได้ทำให้คนผู้นั้นพิเศษขึ้น

เพราะสุดท้าย เราก็ต้องใช้สัมผัสที่เพิ่มขึ้นมานั้นเพื่อการดำรงอยู่บางอย่าง การดำรงอยู่ที่เป็นศูนย์กลาง การดำรงอยู่ที่เป็นมาและจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

ไม่ว่าคนจะมีสัมผัสที่เท่าไหร่เพิ่มขึ้นก็ตาม

Memento (2000) สาระของมนุษย์

Memento_poster

เมื่อโนแลนไปแล้ว ก็ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องโนแลนต่อ

ในบรรดาหนังเจ๋งรุ่นใหม่ๆทั้งหลายของพี่แก ถ้าลองกดเข้าไปอ่านตามเพจวิจารณ์หรือบอร์ดสปอยล์ต่างๆ ท่ามกลางความเห็นร้อยพันนั้น ต้องมีคำว่า ‘MEMENTO’ ปะปนอยู่ด้วยเสมอ

‘สำหรับผมยังไงที่หนึ่งในใจก็ยังเป็น memento’

‘เรื่องนี้ว่ายากแล้ว แต่ยังง่ายครับถ้าเทียบกับ memento’

‘เคยดู memento มั้ยครับ ถ้ายังไปดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน’

ฯลฯ

อะไรมันจะขนาดนั้น

เอาเข้าจริง หนังมันไม่ได้ดูยากขนาดนั้น ในแง่ของเนื้อหา ถ้าเทียบกันแล้วอินเซปชั่นมีความ-ดูแล้วปวดกบาลมากกว่าอยู่หลายขุม

แต่ที่พิเศษและ-เชี่ยแม่งเท่ฉิบหาย คือวิธีการเล่าเรื่องที่พลิกทุกความคุ้นเคย เหมือนบ้านโดนรื้อกระเบื้อง เหมือนกวักมือเรียกคนทำหนังให้มามุงแล้วประกาศใส่ไมค์ว่า หนังมันทำแบบนี้ได้นะพวกเอ็ง

ปกติแล้วเทคนิคการเล่าย้อนอดีตจะใช้การเล่าเรื่องปัจจุบัน แล้วมีบางฉากบางตอนที่ย้อนกลับไปหาอดีต นั่นคือปกติ แต่กับเรื่องนี้คือมันเล่า ‘ย้อน’ อดีตแบบความหมายตามตัวอักษร คือจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ค่อยๆไล่ไต่ขึ้นไปหาจุดเริ่มต้น

ถ้าชุดเหตุการณ์ตามเวลามี 1 ถึง 10 เรื่องนี้ก็จะเล่าย้อนแบบเหตุการณ์ชุด 10-9-8…ไปจนเจอ 2

แล้วเพิ่มความแพรวพราวเข้าไปหน่อย ด้วยการเล่าเหตุการณ์ชุด 1 แบบเรียงลำดับเวลาปกติ แทรกเข้าไประหว่างที่กำลังเล่าเรื่องย้อน 10 ถึง 2 นั่น

ให้เห็นภาพชัดๆก็คือเป็นการเล่าแบบ 10-1-9-1-8-1-7-1-6-1-5-1-4-1-3-1-2-1

 โอ้โห หนังบ้าอะไรเนี่ย

เพราะฉะนั้น การดูหนังเรื่องนี้อาจจะต้องอาศัยความจำและสติมากเสียหน่อย เพราะด้วยความที่สมองมนุษย์อย่างเราคุ้นเคยกับเหตุการณ์ตามลำดับก่อนหลัง พอเรื่องเล่าย้อนจากหลังไปก่อน เลยต้องอาศัยการจำเป็นท่อนๆ แล้วค่อยมาร้อยเรียงลำดับในหัวใหม่ เปรียบคล้ายกับว่าหนังให้จิ๊กซอมา แล้วเราต้องมาเรียงเอง

นี่ ไม่เท่ฉิบหายแล้วจะให้เรียกอะไร

ก็คงไม่ใช่ว่าอยากจะขายเทคนิคเพียงอย่างเดียว ถึงได้ทำหนังพลิกตำราแบบนี้ออกมา

หากแต่ เข้าใจว่าการเล่าเรื่องแบบ-รื้อกระเบื้องแบบนี้ ในทางกลับกัน, กลับเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตัวหนังมากยิ่งขึ้น

โลกของเลโอนาร์ด-พระเอกของเรื่อง ที่มีความทรงจำผิดเพี้ยน จำเรื่องราว ณ ปัจจุบันได้เพียงไม่นานทุกอย่างก็หลุดหาย สิ่งที่เขาพบเจอและจดจำได้ในนาทีนี้ อีกไม่กี่นาทีจะกลายเป็นสิ่งที่เขา-เพิ่งเคยเจอครั้งแรก

ชีวิตที่ไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ ไม่รู้ลำดับเวลา ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เป็นจุดไหนของการกระทำที่ผ่านมา โลกที่เขารู้ว่าเขาจะทำอะไร แต่เขาไม่อาจรู้ได้ว่าที่สุดแล้ว เขาทำมันไปแล้วหรือยัง

ช่วงเปิดหนังที่เริ่มด้วยเหตุการณ์ที่ 10 การที่ต้องดูไปพลางรู้สึกไปพลางว่า-นี่มันเรื่องห่าเหวอะไรวะ ความไม่อาจเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ความหลักลอย ไม่สามารถมั่นใจในอะไรสักอย่าง ความรู้สึกแบบนั้นแหละมั้ง -ด้วยการที่เล่าเรื่องย้อนหลังแบบนี้- ที่ทำให้พอจะจินตนาการได้ว่าโลกและชีวิตทั้งหมดของเลโอนาร์ดเป็นอย่างไร

ทุกครั้งที่เห็นเลโอนาร์ดหาปากกากับกระดาษขึ้นมาจด หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย หยิบรูปขึ้นมาเตือนความทรงจำ หรืจะเป็นการอ่านรอยสักเปรอะประตามเนื้อตัวที่สร้างไว้เตือนความจำ มันช่างสะเทือนใจสิ้นดี

การอยู่โดยไม่มีความทรงจำ จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าเป็นโลกที่ทุกคนไร้ความทรงจำเหมือนกันทั้งหมด

หากแต่การต้องกลวงเปล่าอยู่ในโลกที่จำเป็นต้องถมให้เต็ม

มันอาจกระเทือนหนักไปถึงขั้นสูญสิ้นความหมายของการมีชีวิตอยู่

เลโอนาร์ดย้ำบ่อยซ้ำไปซ้ำมาราวกับท่องบทสวดมนต์ว่าความทรงจำของคนเราเชื่อถือไม่ได้

มันปรุงแต่ง บิดเบือน ทับซ้อน เรื่องจริงกับเรื่องแต่งผสมกันจนแยกไม่ออก

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ trust his weakness

เราให้ค่าความจริง เราวิ่งหามันตลอดเวลา เพื่อที่จะพบว่า ความจริงไม่ได้มีห่าอะไรที่สลักสำคัญเลยเมื่อเทียบกับความทรงจำที่บ่มเพาะตัวเรา

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้พบข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์อย่างนึงคือระบบความคิดเราทั้งหมด การยึดลำดับเวลา การมีจุดเริ่มต้นสิ้นสุด

ผิดเพี้ยนไปเสียหน่อยจักรวาลก็เปลี่ยนไปทั้งมวล

เรากินความทรงจำ แต่ความทรงจำก็กินเราด้วย

สาระของมนุษย์อาจจะมีแค่นั้นก็ได้ ใครจะรู้

(credit: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/c/c7/Memento_poster.jpg)